ครูคณิตควรทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างไรเพื่อพัฒนาการสอนของตนเอง
การทำวิจัยในชั้นเรียนอาจฟังดูเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเป็นหน้าที่ของนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเท่านั้นใช่มั้ยครับน้องๆ แต่จริงๆ แล้ว การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research) เป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่ครูคณิตศาสตร์ทุกคนสามารถนำมาใช้เพื่อทำความเข้าใจนักเรียน ปรับปรุงวิธีการสอน และยกระดับผลสัมฤฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างแท้จริงเลยครับ สำหรับพี่กฤษณ์แล้ว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำ “รายงาน” ส่ง แต่เป็นการที่ครูได้เป็นเหมือนนักสืบคอยสังเกตและหาทางแก้ปัญหาในห้องเรียนของตัวเองอย่างเป็นระบบนั่นเองครับ
หัวใจสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียนคือการเริ่มต้นจาก “ปัญหา” ที่คุณครูพบเจอในห้องเรียนอยู่เป็นประจำครับ ปัญหาเหล่านี้อาจเป็นเรื่องที่ว่าทำไมนักเรียนส่วนใหญ่ถึงไม่เข้าใจเรื่องเศษส่วนเสียที ทำไมถึงกลัวพีชคณิต หรือทำไมถึงทำโจทย์ปัญหาไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่คุณครูสอนไปแล้วตั้งหลายครั้ง การที่ครูมองเห็นและอยากแก้ปัญหาเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดครับ
กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนฉบับพี่กฤษณ์: ทำได้จริง ไม่ซับซ้อน
พี่กฤษณ์จะสรุปกระบวนการที่ครูคณิตศาสตร์สามารถนำไปใช้ได้จริงในห้องเรียนให้ฟังง่ายๆ นะครับ
-
1. ระบุปัญหาและตั้งคำถามวิจัย (Identify the problem and research question):
คุณครูต้องเริ่มจากการสังเกตว่านักเรียนมีปัญหาในการเรียนเรื่องอะไรมากที่สุด หรือมีข้อผิดพลาดซ้ำๆ ตรงไหน เช่น “นักเรียนชั้น ม.2 มักจะสับสนเรื่องการแก้สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวที่มีทั้งบวกและลบ” หรือ “นักเรียนชั้น ป.5 ไม่สามารถอธิบายแนวคิดเรื่องพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้วยตนเองได้” คำถามวิจัยก็อาจจะเป็น “การใช้สื่อการสอนแบบจับต้องได้ (Manipulatives) จะช่วยให้นักเรียนชั้น ป.5 เข้าใจและแก้โจทย์ปัญหาเรื่องพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าได้ดีขึ้นหรือไม่” การระบุปัญหาที่ชัดเจนจะช่วยให้การวิจัยมีทิศทางครับยกตัวอย่างปัญหาที่พบบ่อยในการสอนคณิตศาสตร์:
- การแก้สมการเชิงเส้น: นักเรียนมักเข้าใจผิดว่าการย้ายข้างเปลี่ยนเครื่องหมายนั้นเป็นกฎที่ไร้เหตุผล ไม่เข้าใจหลักการสมดุลของสมการ เช่น เมื่อเจอสมการ บางคนอาจจะเอา
5 ไปหาร11 ก่อน หรือทำอะไรที่ผิดหลักการไปเลย การวิจัยอาจจะมุ่งเน้นที่การใช้โมเดลสมดุล (Balance Model) เข้ามาช่วยอธิบาย - ความเข้าใจเรื่องเศษส่วน: นี่เป็นปัญหาคลาสสิกเลยครับ น้องๆ หลายคนยังติดอยู่กับภาพที่ว่า “ส่วนต้องเท่ากันถึงจะบวกกันได้” แต่ไม่เข้าใจหลักการของการหาตัวส่วนร่วม หรือไม่เข้าใจความหมายของเศษส่วนในชีวิตจริง เช่น มักจะตอบ การวิจัยสามารถทดลองใช้การวาดรูป พายชาร์ต หรือแถบเศษส่วนมาเปรียบเทียบผลลัพธ์
- การแก้โจทย์ปัญหา: นักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาในการตีความโจทย์จากภาษาไทยให้เป็นสมการคณิตศาสตร์ เช่น “พ่อมีเงินมากกว่าแม่ 200 บาท ถ้ารวมกันมีเงิน 1,000 บาท พ่อมีเงินเท่าไร” มักจะสับสนว่าจะตั้งสมการอย่างไรดี ครูอาจจะวิจัยเรื่องการสอนกลยุทธ์การแก้โจทย์ปัญหา (เช่น Polya’s Problem-Solving Steps) หรือการใช้โมเดลบาร์ (Bar Model) มาช่วย
- การแก้สมการเชิงเส้น: นักเรียนมักเข้าใจผิดว่าการย้ายข้างเปลี่ยนเครื่องหมายนั้นเป็นกฎที่ไร้เหตุผล ไม่เข้าใจหลักการสมดุลของสมการ เช่น เมื่อเจอสมการ บางคนอาจจะเอา
-
2. ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง (Review relevant literature and theories):
เมื่อเจอแล้วว่าปัญหาคืออะไร คุณครูก็ต้องลองไปค้นคว้าดูว่ามีนักการศึกษาคนไหนเคยศึกษาเรื่องนี้มาบ้าง มีวิธีการสอนแบบไหนที่เคยถูกนำมาใช้และได้ผลดี หรือมีทฤษฎีการเรียนรู้ใดที่น่าจะนำมาปรับใช้ได้ เพื่อให้เราไม่เริ่มจากศูนย์ และมีแนวทางในการออกแบบนวัตกรรมต่อไปครับ -
3. ออกแบบนวัตกรรมการสอนหรือแนวทางการแก้ปัญหา (Design intervention or solution):
ขั้นตอนนี้คือการที่คุณครูจะคิดค้น “สิ่งใหม่ๆ” ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่เจอ เช่น ถ้าปัญหาคือเรื่องเศษส่วน คุณครูอาจจะออกแบบกิจกรรมใหม่ที่ใช้บล็อกเศษส่วน (Fraction Blocks) หรือสื่อดิจิทัลที่ช่วยให้เห็นภาพการรวมและแบ่งเศษส่วน หรือถ้าเป็นเรื่องการแก้สมการ ก็อาจจะออกแบบการ์ดเกมที่ให้นักเรียนจับคู่สมการกับคำตอบและวิธีการแก้ที่ถูกต้อง เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนอย่างสนุกสนานและเห็นหลักการที่แท้จริง -
4. นำนวัตกรรมไปใช้ (Implement the intervention):
ถึงเวลาที่จะนำสิ่งที่ออกแบบไว้ไปใช้จริงในชั้นเรียนครับ อาจจะใช้กับนักเรียนกลุ่มเล็กๆ ก่อน หรือใช้กับทั้งชั้นเรียนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง คุณครูต้องสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดและจดบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการสอน -
5. เก็บข้อมูล (Collect data):
นี่คือหัวใจของการวิจัยครับ การเก็บข้อมูลต้องเป็นระบบ เพื่อให้เรามีหลักฐานว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นได้ผลจริงหรือไม่ หรือได้ผลอย่างไร ข้อมูลอาจจะมาจากหลายแหล่ง เช่น- ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน: เปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม
- การสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน: สังเกตว่านักเรียนมีส่วนร่วมมากขึ้นหรือไม่ เข้าใจมากขึ้นหรือไม่ มีการถามคำถามมากขึ้นหรือเปล่า
- การสัมภาษณ์นักเรียน: ถามความรู้สึก ความเข้าใจ และข้อเสนอแนะจากนักเรียนโดยตรง
- การวิเคราะห์ข้อผิดพลาด: ดูว่านักเรียนยังทำข้อผิดพลาดแบบเดิมอยู่หรือไม่ หรือมีข้อผิดพลาดแบบใหม่เกิดขึ้น
- บันทึกการสอนของคุณครูเอง (Teacher’s journal): จดบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น ความรู้สึก และข้อสังเกตต่างๆ
ตัวอย่างการเก็บข้อมูลในสถานการณ์จริง:
สมมติคุณครูอยากวิจัยเรื่องการใช้สื่อบล็อกฐานสิบ (Base Ten Blocks) ในการสอนการบวก-ลบเลขหลายหลักกับนักเรียน ป.2 ที่มักสับสนเรื่องการทดและการยืม คุณครูอาจจะ:
- ให้แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) เพื่อวัดความเข้าใจเบื้องต้น
- สอนโดยใช้บล็อกฐานสิบตามที่ออกแบบไว้เป็นเวลา 2 สัปดาห์
- ระหว่างสอน สังเกตการณ์และจดบันทึกว่านักเรียนคนไหนเข้าใจเร็ว คนไหนยังสับสน คนไหนสามารถอธิบายการทดการยืมโดยใช้บล็อกได้
- ให้แบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) เพื่อดูว่าคะแนนดีขึ้นหรือไม่
- สุ่มสัมภาษณ์นักเรียนบางคนว่ารู้สึกอย่างไรกับการเรียนด้วยบล็อกฐานสิบ
-
6. วิเคราะห์ข้อมูล (Analyze data):
เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ก็ต้องนำมาวิเคราะห์ครับ เช่น เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน ดูแนวโน้มของข้อผิดพลาดที่ลดลง หรืออ่านบันทึกการสอนและสรุปประเด็นสำคัญ การวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยให้คุณครูเห็นภาพว่าสิ่งที่ทำไปนั้นประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน และเกิดจากปัจจัยอะไรบ้างตัวอย่างการวิเคราะห์ข้อมูล:
ถ้าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ และจากการสังเกตพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือและสามารถอธิบายแนวคิดได้ดีขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ดีว่านวัตกรรมที่ใช้นั้นได้ผล แต่ถ้าคะแนนไม่ต่างกันมาก คุณครูก็ต้องกลับมาทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น
-
7. สะท้อนผลและปรับปรุง (Reflect and refine):
ขั้นสุดท้ายแต่สำคัญที่สุดคือการที่คุณครูนำผลการวิจัยที่ได้มาสะท้อนผลการสอนของตนเองครับ คิดทบทวนว่าอะไรได้ผลดี อะไรที่ยังต้องปรับปรุง อะไรที่ควรจะทำต่อยอดไปอีก การวิจัยในชั้นเรียนเป็นการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด เป็นวงจรแห่งการพัฒนาที่ทำให้คุณครูเป็นนักการศึกษาที่ดีขึ้นอยู่เสมอครับ หากพบว่าวิธีที่ใช้ยังไม่ได้ผลดีพอ ก็กลับไปปรับปรุงนวัตกรรมหรือออกแบบวิธีใหม่ แล้วเริ่มต้นวงจรนี้อีกครั้ง
ประโยชน์ของการทำวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูคณิตศาสตร์
การทำวิจัยในชั้นเรียนไม่ได้มีประโยชน์แค่นักเรียนจะได้เรียนรู้ดีขึ้นเท่านั้นนะครับ แต่คุณครูเองก็จะได้ประโยชน์มหาศาลเช่นกันครับ
- เข้าใจนักเรียนอย่างลึกซึ้ง: คุณครูจะเข้าใจกระบวนการคิด จุดแข็ง จุดอ่อน และความเข้าใจคณิตศาสตร์ของนักเรียนแต่ละคนได้ดีขึ้น
- พัฒนาทักษะการสอน: คุณครูจะได้ลองใช้วิธีการสอนใหม่ๆ ค้นหาสื่อที่เหมาะสม และพัฒนากลยุทธ์การสอนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- มีความมั่นใจในการสอน: เมื่อคุณครูเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการปรับปรุงการสอนของตนเอง ก็จะมีความมั่นใจและแรงบันดาลใจในการสอนมากขึ้น
- เป็นมืออาชีพ: การทำวิจัยในชั้นเรียนเป็นการแสดงออกถึงความเป็นครูมืออาชีพที่พร้อมจะเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
- สร้างสรรค์นวัตกรรม: คุณครูจะได้เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของห้องเรียนของตนเองอย่างแท้จริง
พี่กฤษณ์อยากให้น้องๆ ที่กำลังศึกษาเพื่อเป็นครู หรือคุณครูที่กำลังสอนอยู่ ลองมองว่าการทำวิจัยในชั้นเรียนเป็นการ “ทดลองเล็กๆ” ในห้องเรียนของตัวเอง เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดในการพาน้องๆ ไปสู่ความเข้าใจในโลกของคณิตศาสตร์ครับ ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบ แค่เริ่มสังเกต ตั้งคำถาม และลองหาวิธีการใหม่ๆ ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ
คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องอาศัยความเข้าใจเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่แค่การท่องจำสูตร หรือ ถ้าคุณครูสามารถหาวิธีที่จะช่วยให้น้องๆ “เห็นภาพ” และ “เข้าใจถึงแก่นแท้” ของแต่ละแนวคิดได้ การเรียนคณิตศาสตร์ก็จะสนุกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ
สำหรับน้องๆ คนไหนที่อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกอยากเรียนคณิตศาสตร์กับพี่กฤษณ์ เพื่อให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของวิชา ไม่ต้องท่องจำ และทำโจทย์ได้หลากหลายแนว พี่กฤษณ์มีทั้งคอร์สสด คอร์สออนไลน์ และคอร์สตัวต่อตัว ที่ออกแบบมาให้น้องๆ เข้าใจง่าย สนุก และนำไปใช้ได้จริงในทุกสนามสอบเลยครับ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์นี้เลยนะครับ