Skip to content
Home » บทความ » แอนดรู ไวลส์ ผู้พิสูจน์ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์สำเร็จ

แอนดรู ไวลส์ ผู้พิสูจน์ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์สำเร็จ

แอนดรู ไวลส์ ผู้พิสูจน์ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์สำเร็จ

บทนำ: ปริศนา 358 ปี ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์

น้องๆ เคยสงสัยไหมครับว่าปริศนาทางคณิตศาสตร์จะสามารถอยู่คู่โลกมาได้ยาวนานเกือบสี่ศตวรรษโดยที่ไม่มีใครหาคำตอบได้เลยจริงๆ หรือ และเมื่อมีผู้สามารถหาคำตอบได้สำเร็จ การค้นพบนั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใด วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องราวของ แอนดรู ไวลส์ ชายผู้มีความมุ่งมั่นและอัจฉริยภาพ ที่ใช้เวลากว่า 7 ปี ในการพิชิตความท้าทายที่นักคณิตศาสตร์ทั่วโลกพยายามมาอย่างยาวนาน เรื่องราวของเขานั้นไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะทางสติปัญญา แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงความอุตสาหะและความงดงามของคณิตศาสตร์อีกด้วยครับ

ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์ (Fermat’s Last Theorem): ความเรียบง่ายที่ซ่อนความลึกซึ้ง

ก่อนที่เราจะไปรู้จักกับไวลส์ เรามาทำความเข้าใจกับ “ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์” กันก่อนนะครับ ทฤษฎีบทนี้ถูกตั้งขึ้นโดยนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ ปิแยร์ เดอ แฟร์มาต์ (Pierre de Fermat) ในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งเขาระบุไว้ในขอบหน้าหนังสือ Arithmetica ของ Diophantus ว่า:

“เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแยกจำนวนเต็มที่มีค่ามากกว่า 2 ออกเป็นผลบวกของกำลังสองที่เท่ากัน (เช่นเดียวกับการแยกจำนวนกำลังสองออกเป็นผลบวกของกำลังสองสองจำนวน) หรือจำนวนกำลังสามออกเป็นผลบวกของกำลังสามสองจำนวน หรือจำนวนกำลังสี่ออกเป็นผลบวกของกำลังสี่สองจำนวน หรือโดยทั่วไปแล้ว จำนวนเต็มที่ยกกำลัง n n โดยที่ n n มากกว่า 2 ออกเป็นผลบวกของจำนวนเต็มที่ยกกำลัง n n สองจำนวน”

สรุปง่ายๆ ก็คือ ไม่มีจำนวนเต็มบวก x , y , z x, y, z ใดๆ ที่สามารถทำให้สมการต่อไปนี้เป็นจริงได้ เมื่อ n n เป็นจำนวนเต็มที่มากกว่า 2:

x n + y n = z n x^n + y^n = z^n

น้องๆ อาจจะสงสัยว่าทำไมมันถึงยากนัก ในเมื่อตอน n = 2 n=2 เราก็คุ้นเคยกับมันดีในรูปของทฤษฎีบทพีทาโกรัส a 2 + b 2 = c 2 a^2 + b^2 = c^2 ซึ่งมีคำตอบที่เป็นจำนวนเต็มบวกมากมาย เช่น 3 2 + 4 2 = 5 2 3^2 + 4^2 = 5^2 ( 9 + 16 = 25 9+16=25 ) เป็นต้น แต่แฟร์มาต์กลับเขียนกำกับไว้ในหนังสือของเขาว่า “ข้าพเจ้ามีบทพิสูจน์อันน่าอัศจรรย์สำหรับข้อความนี้ แต่ขอบหน้ากระดาษนี้เล็กเกินไปที่จะเขียนมันลงไปได้” ซึ่งเป็นประโยคที่ทำให้นักคณิตศาสตร์ทั่วโลกต่างพากันค้นหาบทพิสูจน์นี้มานานหลายศตวรรษครับ

การเดินทางอันยาวนาน: ความพยายามก่อนหน้าไวลส์

กว่า 300 ปีที่ผ่านมา มีนักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่มากมายพยายามพิสูจน์ทฤษฎีบทนี้ ทั้ง Leonhard Euler, Sophie Germain, Adrien-Marie Legendre และ Ernst Kummer ทุกคนต่างมีความก้าวหน้าในการพิสูจน์สำหรับค่า n n บางค่า เช่น ออยเลอร์พิสูจน์กรณี n = 3 n=3 ได้ แฟร์มาต์เองก็พิสูจน์กรณี n = 4 n=4 ได้ โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า infinite descent (การลดลงไม่สิ้นสุด) แต่ไม่มีใครสามารถพิสูจน์สำหรับ n n ทุกค่าที่มากกว่า 2 ได้เลย ปริศนานี้จึงกลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์” ซึ่งแท้จริงแล้วมันเป็น conjecture (ข้อคาดการณ์) มากกว่า theorem (ทฤษฎีบท) จนกระทั่งไวลส์มาพิสูจน์สำเร็จนั่นแหละครับ

สู่ทางออก: สะพานเชื่อมทฤษฎี (The Modularity Theorem)

ความก้าวหน้าที่สำคัญในการพิสูจน์ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์ไม่ได้มาจากวิธีการตรงๆ แต่มาจากการเชื่อมโยงไปยังทฤษฎีอื่นที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเลย นั่นคือทฤษฎีรูปแบบมอดูลาร์ (Modular Forms) และเส้นโค้งเชิงวงรี (Elliptic Curves) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ลึกซึ้งในสาขาวิชา Number Theory และ Complex Analysis ครับ

ในทศวรรษ 1950 นักคณิตศาสตร์ชาวญี่ปุ่นชื่อ Yutaka Taniyama และ Goro Shimura ได้เสนอข้อคาดการณ์ที่ปัจจุบันเรียกว่า Taniyama-Shimura-Weil Conjecture หรือ Modularity Theorem โดยใจความสำคัญของข้อคาดการณ์นี้คือ “เส้นโค้งเชิงวงรีทุกเส้นสามารถสัมพันธ์กับรูปแบบมอดูลาร์บางอย่างได้” ฟังดูซับซ้อนใช่ไหมครับ แต่สรุปง่ายๆ ก็คือมันเป็นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุทางคณิตศาสตร์สองชนิดที่ดูแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

แล้วสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับแฟร์มาต์ได้อย่างไร? จุดเปลี่ยนสำคัญมาในปี 1984 เมื่อ Gerhard Frey นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน เสนอว่าถ้าสมมติให้ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์เป็นเท็จ นั่นคือถ้ามีคำตอบของสมการ x n + y n = z n x^n + y^n = z^n จริงสำหรับ 2″> n > 2 n > 2 เขาจะสร้างเส้นโค้งเชิงวงรีที่ผิดปกติอย่างมากขึ้นมาได้ เส้นโค้งนี้เรียกว่า Frey’s curve โดยมีสมการคร่าวๆ ดังนี้ครับ

y 2 = x ( x A n ) ( x + B n ) y^2 = x(x – A^n)(x + B^n)

โดยที่ A , B A, B เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบที่สมมติขึ้นมานั่นเองครับ

ต่อมาในปี 1986 Ken Ribet ได้พิสูจน์ Ribet’s Theorem ซึ่งระบุว่า ถ้า Taniyama-Shimura-Weil Conjecture เป็นจริง เส้นโค้งของ Frey จะไม่สามารถสัมพันธ์กับรูปแบบมอดูลาร์ใดๆ ได้เลย นั่นหมายความว่า ถ้า Taniyama-Shimura-Weil Conjecture เป็นจริง ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์ก็จะต้องเป็นจริงด้วย! นี่คือจุดเชื่อมต่อที่สำคัญที่สุดครับ

ดังนั้น ภารกิจจึงเปลี่ยนจากการพิสูจน์ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์โดยตรง ไปเป็นการพิสูจน์ Taniyama-Shimura-Weil Conjecture สำหรับเส้นโค้งเชิงวงรีบางประเภท ซึ่งรวมถึง Frey’s curve ด้วยครับ

แอนดรู ไวลส์: จอมทัพผู้พิชิต

และนี่คือจุดที่แอนดรู ไวลส์ เข้ามามีบทบาทสำคัญ ไวลส์เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษที่ใฝ่ฝันจะพิสูจน์ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์มาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อเขาได้รู้ถึงความเชื่อมโยงที่ Frey และ Ribet ค้นพบ เขาก็ตัดสินใจอุทิศชีวิตให้กับภารกิจนี้

ในปี 1986 แอนดรู ไวลส์ เริ่มทำงานอย่างลับๆ เกือบจะโดดเดี่ยว เขาใช้เวลาถึง 7 ปีเต็มๆ ในห้องทำงานของเขา โดยไม่บอกใครเกี่ยวกับสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ยกเว้นภรรยาของเขาเท่านั้น การทำงานอย่างเข้มข้นและโดดเดี่ยวเช่นนี้เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อมากครับ

จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน ปี 1993 ไวลส์ได้ประกาศผลงานการพิสูจน์ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์ของเขาในงานสัมมนาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการคณิตศาสตร์ทั่วโลกอย่างมาก แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีนักคณิตศาสตร์คนหนึ่งพบข้อผิดพลาดเล็กน้อยในบทพิสูจน์ของเขา ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการทำงานวิจัยที่ซับซ้อนขนาดนี้ครับ

ไวลส์ไม่ยอมแพ้ เขาใช้เวลาอีกหนึ่งปีเต็มๆ ในการแก้ไขข้อผิดพลาดนั้น ร่วมกับลูกศิษย์เก่าของเขา Richard Taylor ในที่สุด ในเดือนกันยายน ปี 1994 พวกเขาก็สามารถปิดช่องโหว่ในบทพิสูจน์ได้สำเร็จ และในวันที่ 27 ตุลาคม ปี 1994 บทพิสูจน์ที่สมบูรณ์ก็ถูกเผยแพร่ ทำให้ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์ที่ค้างคามานานกว่า 350 ปี ได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นทางการ และเปลี่ยนสถานะจาก conjecture มาเป็น theorem อย่างสมภาคภูมิครับ

ความสำคัญของทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์และการพิสูจน์ของไวลส์

การพิสูจน์ทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์ของไวลส์ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปริศนาเก่าแก่เท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญอย่างมหาศาลต่อวงการคณิตศาสตร์หลายประการครับ

  • การเชื่อมโยงทฤษฎี: บทพิสูจน์นี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอันน่าทึ่งระหว่างสาขาคณิตศาสตร์ที่แตกต่างกันมาก เช่น Number Theory, Algebraic Geometry และ Complex Analysis ทำให้เกิดแนวคิดและเครื่องมือใหม่ๆ ในการศึกษาปัญหาอื่นๆ ครับ
  • เครื่องมือใหม่ๆ: ไวลส์ได้พัฒนาเทคนิคและเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ใหม่ๆ มากมายระหว่างการพิสูจน์ ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการวิจัยในอนาคตครับ
  • แรงบันดาลใจ: เรื่องราวของไวลส์เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักคณิตศาสตร์รุ่นใหม่ ให้เห็นถึงความสำคัญของความมุ่งมั่น อดทน และการทำงานอย่างไม่ย่อท้อในการเผชิญหน้ากับปัญหาที่ยากที่สุด
  • การขยายขอบเขตความรู้: การพิสูจน์นี้เป็นการขยายขอบเขตความรู้ของมนุษย์ และยืนยันถึงความสมบูรณ์และเป็นระบบของคณิตศาสตร์ครับ

แนวคิดเบื้องหลัง: ตัวอย่างการประยุกต์และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

แม้ว่าทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์จะไม่มีการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันโดยตรงเหมือนทฤษฎีบทพีทาโกรัส แต่แนวคิดและเครื่องมือที่ใช้ในการพิสูจน์นั้นมีผลกระทบอย่างมากครับ

ตัวอย่าง Diophantine Equation ที่เราคุ้นเคย:

น้องๆ อาจจะเคยเจอโจทย์ประเภทสมการไดโอแฟนไทน์ (Diophantine Equation) มาบ้างนะครับ นั่นคือสมการที่มีตัวแปรเป็นจำนวนเต็ม เช่นเดียวกับสมการของแฟร์มาต์

ยกตัวอย่างเช่น จงหาจำนวนเต็มบวก x , y x, y ที่ทำให้สมการ 3 x + 5 y = 100 3x + 5y = 100 เป็นจริง

วิธีการแก้สมการแบบนี้มักจะใช้วิธีการลองผิดลองถูก หรือการใช้ความรู้เกี่ยวกับ Modular Arithmetic และ Euclidean Algorithm ครับ

ลองแก้กันดูนะครับ:

  • ถ้า y = 1 y=1 , 3 x + 5 = 100 3 x = 95 3x + 5 = 100 implies 3x = 95 x = 95 3 x = 95/3 ไม่ใช่จำนวนเต็ม
  • ถ้า y = 2 y=2 , 3 x + 10 = 100 3 x = 90 x = 30 3x + 10 = 100 implies 3x = 90 implies x = 30 นี่คือคำตอบหนึ่งครับ ( x = 30 , y = 2 x=30, y=2 )
  • เราสามารถลองหาค่า y y ต่อไปได้เรื่อยๆ ครับ โดยที่ y y ต้องเป็นจำนวนเต็มบวก และ <math data-latex="5y 5 y < 100 5y < 100 หรือ <math data-latex="y y < 20 y < 20 และเมื่อนำ 5 y 5y ไปลบออกจาก 100 100 แล้ว ผลลัพธ์ต้องหารด้วย 3 3 ลงตัวครับ

จะเห็นว่าสมการไดโอแฟนไทน์ที่ดูเรียบง่าย ก็ยังมีหลากหลายวิธีการและมีคำตอบได้หลายชุดแตกต่างกันไป แต่สำหรับสมการแฟร์มาต์ในกรณี 2″> n > 2 n > 2 กลับไม่มีคำตอบเป็นจำนวนเต็มบวกเลย!

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำความเข้าใจทฤษฎีบท

น้องๆ อาจจะเคยเจอข้อผิดพลาดในการตีความทฤษฎีบทแฟร์มาต์นะครับ

  • คิดว่ามีแค่ n = 3 , 4 n=3, 4 เท่านั้นที่ไม่มีคำตอบ: แท้จริงแล้ว n n ต้องเป็นจำนวนเต็มที่ 2″> n > 2 n > 2 ไม่ว่าจะเป็น 3 , 4 , 5 , 3, 4, 5, dots ก็ไม่มีคำตอบทั้งหมดครับ
  • สับสนกับกรณี n = 2 n=2 (พีทาโกรัส): กรณี n = 2 n=2 มีคำตอบมากมาย ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าข้อจำกัด 2″> n > 2 n > 2 เป็นหัวใจของทฤษฎีบทนี้ครับ
  • คิดว่าการพิสูจน์นั้นง่าย: หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการที่แฟร์มาต์บอกว่ามีบทพิสูจน์แล้วมันควรจะง่าย แต่ในความเป็นจริง การพิสูจน์ต้องใช้เครื่องมือคณิตศาสตร์ขั้นสูงและซับซ้อนมากครับ

สรุปบทเรียนจากเรื่องราวของไวลส์

เรื่องราวของแอนดรู ไวลส์ สอนบทเรียนสำคัญหลายอย่างให้กับเราครับ

  1. ความมุ่งมั่นและอดทน: ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่อง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
  2. ความคิดสร้างสรรค์: บางครั้งการแก้ปัญหาที่ยากที่สุดไม่ได้มาจากการโจมตีปัญหาตรงๆ แต่มาจากการเชื่อมโยงแนวคิดจากสาขาที่แตกต่างกัน
  3. ความงดงามของคณิตศาสตร์: คณิตศาสตร์ไม่ใช่แค่ตัวเลขหรือสูตร แต่เป็นอาณาจักรแห่งเหตุผล ตรรกะ และความสวยงามที่ซับซ้อน

พี่กฤษณ์หวังว่าเรื่องราวของแอนดรู ไวลส์ จะจุดประกายความรักในคณิตศาสตร์และแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ ได้นะครับ

มาเรียนรู้คณิตศาสตร์กับพี่กฤษณ์กันนะครับ

คณิตศาสตร์นั้นมีอะไรให้ค้นหาอีกมากมายเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีบทที่ดูซับซ้อนอย่างแฟร์มาต์ หรือแนวคิดพื้นฐานที่ใช้ในการแก้โจทย์ประจำวัน ทุกสิ่งล้วนมีความสวยงามในแบบของมัน หากน้องๆ คนไหนสนใจอยากทำความเข้าใจคณิตศาสตร์ในเชิงลึก หรือต้องการเทคนิคในการแก้โจทย์ที่ซับซ้อนให้ง่ายขึ้น พี่กฤษณ์ยินดีเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางเรียนรู้ของน้องๆ ครับ

ที่เว็บไซต์นี้เลย น้องๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์สต่างๆ ของพี่กฤษณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สสดที่น้องๆ จะได้มาเรียนรู้ด้วยกัน คอร์สออนไลน์ที่สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือแม้แต่คอร์สตัวต่อตัวที่พี่กฤษณ์จะช่วยดูแลน้องๆ อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ เพื่อให้น้องๆ สามารถพัฒนาทักษะและความเข้าใจในคณิตศาสตร์ได้อย่างเต็มศักยภาพ มาเริ่มต้นพิชิตโจทย์คณิตศาสตร์และปลดล็อกศักยภาพในตัวน้องๆ ไปด้วยกันกับพี่กฤษณ์นะครับ

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *