Skip to content
Home » บทความ » Logarithm ไม่ได้มีไว้ท่องสูตร เข้าใจที่มาจะจำได้นานกว่า

Logarithm ไม่ได้มีไว้ท่องสูตร เข้าใจที่มาจะจำได้นานกว่า

Logarithm ไม่ได้มีไว้ท่องสูตร เข้าใจที่มาจะจำได้นานกว่า

ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกเรื่องสมบัติของ Logarithm พี่กฤษณ์อยากให้น้องๆ ลองนึกย้อนกลับไปถึงเรื่องเลขยกกำลังที่เราเรียนกันมาก่อนนะครับ ลองดูสมการง่ายๆ แบบนี้

2 x = 8 2^x = 8

น้องๆ คงตอบได้ทันทีเลยว่า x = 3 x = 3 ใช่ไหมครับ เพราะ 2 3 = 8 2^3 = 8 นั่นเอง

ทีนี้ลองเปลี่ยนโจทย์ใหม่เป็น

2 x = 10 2^x = 10

คราวนี้เราตอบได้ทันทีไหมครับ? คงไม่ เพราะ 2 3 = 8 2^3 = 8 และ 2 4 = 16 2^4 = 16 แสดงว่าค่า x x ต้องอยู่ระหว่าง 3 กับ 4 แน่ๆ แต่จะหาค่า x x ที่แน่นอนออกมายังไงดี? นี่แหละครับคือที่มาของ Logarithm

Logarithm ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบคำถามว่า “เลขฐานอะไร ต้องยกกำลังเท่าไหร่ ถึงจะได้ค่าที่ต้องการ?” หรือพูดง่ายๆ ก็คือ Logarithm คือตัวผกผันของเลขยกกำลัง นั่นเองครับ

เราสามารถเขียนความสัมพันธ์ระหว่างเลขยกกำลังกับ Logarithm ได้ว่า

b x = a x = log b a b^x = a iff x = log_b a

โดยที่

  • b b คือ ฐาน (Base) มีเงื่อนไขว่า b > 0 b > 0 และ b 1 b neq 1 ครับ
  • a a คือ อาร์กิวเมนต์ (Argument) หรือ แอนติลอการิทึม (Antilogarithm) มีเงื่อนไขว่า a > 0 a > 0
  • x x คือ ค่าลอการิทึม (Logarithm value) หรือ เลขชี้กำลัง (Exponent) ที่เราต้องการหานั่นเองครับ

ดังนั้นจากตัวอย่าง 2 x = 10 2^x = 10 เราก็สามารถเขียนในรูป Logarithm ได้ว่า x = log 2 10 x = log_2 10 ครับ

ที่มาของสมบัติ Logarithm ที่สำคัญ

สมบัติของ Logarithm มีหลายข้อ แต่น้องๆ ไม่จำเป็นต้องท่องจำทั้งหมดนะครับ แค่เข้าใจว่ามันสัมพันธ์กับสมบัติของเลขยกกำลังยังไง น้องๆ ก็จะจำได้เองโดยอัตโนมัติ ลองมาดูกันทีละข้อครับ

1. สมบัติการคูณ: log b ( M N ) = log b M + log b N log_b (MN) = log_b M + log_b N

สมบัตินี้มาจากสมบัติของเลขยกกำลังที่ว่า b x b y = b x + y b^x cdot b^y = b^{x+y} ครับ ลองให้ x = log b M x = log_b M ดังนั้น M = b x M = b^x และ y = log b N y = log_b N ดังนั้น N = b y N = b^y เมื่อนำมาคูณกัน จะได้ M N = b x b y = b x + y MN = b^x cdot b^y = b^{x+y} แล้วแปลงกลับเป็น Logarithm ก็จะได้ log b ( M N ) = x + y log_b (MN) = x+y หรือก็คือ log b ( M N ) = log b M + log b N log_b (MN) = log_b M + log_b N ครับ เห็นไหมครับว่าสมบัติการบวกของ Logarithm มันก็คือการคูณของเลขยกกำลังนั่นเอง

2. สมบัติการหาร: log b ( M N ) = log b M log b N log_b (frac{M}{N}) = log_b M – log_b N

สมบัตินี้ก็คล้ายๆ กัน มาจาก b x b y = b x y frac{b^x}{b^y} = b^{x-y} นั่นเองครับ

3. สมบัติเลขชี้กำลังของอาร์กิวเมนต์: log b M k = k log b M log_b M^k = k log_b M

สมบัตินี้มาจากการยกกำลังซ้อนกันของเลขยกกำลังครับ เช่น ( b x ) k = b x k (b^x)^k = b^{xk} ครับ ถ้าให้ x = log b M x = log_b M หรือ M = b x M = b^x ดังนั้น M k = ( b x ) k = b x k M^k = (b^x)^k = b^{xk} แล้วแปลงกลับเป็น Logarithm ก็จะได้ log b M k = x k = k x log_b M^k = xk = kx หรือ log b M k = k log b M log_b M^k = k log_b M ครับ สมบัตินี้มีประโยชน์มากในการดึงเลขชี้กำลังลงมาด้านหน้าเพื่อคำนวณง่ายขึ้น

4. สมบัติฐานและอาร์กิวเมนต์เท่ากัน: log b b = 1 log_b b = 1

นี่ก็ตรงไปตรงมาครับ เพราะ b 1 = b b^1 = b นั่นเองครับ

5. สมบัติอาร์กิวเมนต์เป็นหนึ่ง: log b 1 = 0 log_b 1 = 0

เนื่องจาก b 0 = 1 b^0 = 1 (เมื่อ b 0 b neq 0 ) ครับ

6. สมบัติการเปลี่ยนฐาน: log b a = log c a log c b log_b a = frac{log_c a}{log_c b}

สมบัตินี้สำคัญมากครับ เมื่อเราต้องการคำนวณค่า Logarithm ที่ไม่ใช่ฐาน 10 หรือฐาน e e (ซึ่งมักจะมีในเครื่องคิดเลข) เราสามารถเปลี่ยนให้เป็นฐานที่เรารู้จักได้ เช่น ฐาน 10 (เขียนแค่ log a log a ) หรือฐาน e e (เขียนเป็น ln a ln a ) ครับ

7. สมบัติอินเวอร์ส: b log b a = a b^{log_b a} = a

นี่คือความหมายโดยตรงของ Logarithm ที่เป็นฟังก์ชันผกผันของเลขยกกำลังครับ ถ้า x = log b a x = log_b a ก็หมายความว่า b x = a b^x = a ดังนั้นเมื่อนำ log b a log_b a ไปเป็นเลขชี้กำลังของฐาน b b ก็ย่อมได้ค่า a a กลับมาครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำโจทย์ Logarithm

น้องๆ หลายคนมักจะพลาดในจุดเดิมๆ ที่พี่กฤษณ์จะรวบรวมมาให้ดูกันนะครับ เพื่อให้เราจะได้ระมัดระวังและไม่ผิดซ้ำครับ

  • เข้าใจผิดเรื่องการบวกและลบ:
    น้องๆ มักจะจำสลับกับสมบัติการคูณการหาร คิดว่า log b ( M + N ) = log b M + log b N log_b (M+N) = log_b M + log_b N ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่เท่ากันนะครับ! ไม่มีสมบัติแบบนี้ เพราะถ้าเปลี่ยนกลับเป็นเลขยกกำลัง มันคือการบวกกันของเลขชี้กำลัง ซึ่งไม่ได้ทำให้ฐานบวกกันครับ ระวังให้ดีนะครับ
  • สับสนระหว่าง log b M k log_b M^k กับ ( log b M ) k (log_b M)^k :
    สองตัวนี้ไม่เหมือนกันนะครับ log b M k = k log b M log_b M^k = k log_b M แต่ ( log b M ) k (log_b M)^k คือการนำค่า Logarithm ทั้งก้อนไปยกกำลัง k k ครับ มันไม่สามารถดึง k k ลงมาคูณด้านหน้าได้นะครับ
  • ลืมเงื่อนไขของฐานและอาร์กิวเมนต์:
    Logarithm มีเงื่อนไขเสมอว่า ฐาน b > 0 b>0 และ b 1 b neq 1 ส่วนอาร์กิวเมนต์ a > 0 a>0 ครับ นี่เป็นสิ่งสำคัญมากเวลาเจอโจทย์ประเภทสมการ Logarithm หรือหาโดเมนและเรนจ์ เพราะถ้าไม่เช็คเงื่อนไขเหล่านี้ อาจได้คำตอบที่ผิดพลาดได้ครับ
  • สับสนระหว่าง log log กับ ln ln :
    log log ที่ไม่มีฐานเขียนไว้ มักจะหมายถึง log 10 log_{10} (ลอการิทึมสามัญ) ส่วน ln ln คือ log e log_e (ลอการิทึมธรรมชาติ) ซึ่ง e e เป็นค่าคงที่ทางคณิตศาสตร์ประมาณ 2.718 2.718 ครับ การเลือกใช้ให้ถูกกับบริบทของโจทย์จึงสำคัญครับ

การประยุกต์ใช้ Logarithm ในชีวิตจริง

Logarithm ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียนนะครับ แต่มันถูกนำไปใช้ในหลายๆ วงการเลยทีเดียว ตัวอย่างที่น้องๆ อาจจะเคยได้ยิน ได้แก่

  • เคมี: การวัดค่า pH ของสารละลาย ซึ่งเป็นมาตรวัดความเป็นกรด-ด่าง โดยใช้ Logarithm ในการคำนวณความเข้มข้นของไอออนไฮโดรเจนครับ
  • ฟิสิกส์: การวัดความเข้มของเสียง (เดซิเบล), การวัดความสว่างของดาว (แมกนิจูด), หรือการวัดความแรงของแผ่นดินไหว (มาตราริกเตอร์) ล้วนแล้วแต่ใช้สเกลแบบ Logarithm เพื่อจัดการกับตัวเลขที่มีค่าต่างกันมหาศาลให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายขึ้นครับ
  • เศรษฐศาสตร์และการเงิน: ใช้ในการคำนวณดอกเบี้ยทบต้น การเติบโตของประชากร หรือการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีการเติบโตแบบทวีคูณ

การเข้าใจ Logarithm จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่ความเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ รอบตัวเรามากขึ้นด้วยครับ

ตัวอย่างโจทย์และการแก้ไข

เพื่อให้น้องๆ เห็นภาพมากขึ้น เรามาลองดูตัวอย่างโจทย์ง่ายๆ กันครับ

ตัวอย่างที่ 1: จงหาค่าของ log 2 48 log 2 3 log_2 48 – log_2 3

วิธีทำ:

จากสมบัติการหารของ Logarithm log b ( M N ) = log b M log b N log_b (frac{M}{N}) = log_b M – log_b N

เราสามารถรวมพจน์ได้ดังนี้ครับ

log 2 48 log 2 3 = log 2 ( 48 3 ) log_2 48 – log_2 3 = log_2 (frac{48}{3})

คำนวณในวงเล็บจะได้

= log 2 16 = log_2 16

แล้วเราก็มาคิดว่า 2 ยกกำลังอะไรได้ 16 ครับ? แน่นอนว่าคือ 4 นั่นเอง

= 4 = 4

ดังนั้น log 2 48 log 2 3 = 4 log_2 48 – log_2 3 = 4 ครับ

ตัวอย่างที่ 2: จงแก้สมการ 3 x = 20 3^x = 20

วิธีทำ:

นี่คือสถานการณ์ที่เราไม่สามารถหาค่า x x ได้จากการเดาเลขยกกำลังง่ายๆ ครับ เราจึงต้องใช้ Logarithm เข้ามาช่วย

จากนิยามของ Logarithm b x = a x = log b a b^x = a iff x = log_b a

จะได้ x = log 3 20 x = log_3 20

ถ้าเราต้องการหาค่าเป็นตัวเลข ก็สามารถเปลี่ยนฐานเพื่อใช้เครื่องคิดเลขได้ครับ

x = log 20 log 3 x = frac{log 20}{log 3}

(โดยที่ log log ในที่นี้หมายถึง log 10 log_{10} ครับ)

เมื่อกดเครื่องคิดเลข จะได้ log 20 1.301 log 20 approx 1.301 และ log 3 0.477 log 3 approx 0.477

x 1.301 0.477 2.727 x approx frac{1.301}{0.477} approx 2.727

ดังนั้น x 2.727 x approx 2.727 ครับ

สรุปแนวคิดสำคัญ

หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ Logarithm คือการทำความเข้าใจว่ามันคือ “เลขชี้กำลัง” ครับ

  • Logarithm คือส่วนกลับของเลขยกกำลัง: มันช่วยให้เราหาเลขชี้กำลังได้เมื่อเรารู้ฐานและผลลัพธ์
  • สมบัติ Logarithm มาจากสมบัติเลขยกกำลัง: ถ้าเราเข้าใจที่มานี้ การท่องจำสูตรจะกลายเป็นเรื่องรอง และการทำความเข้าใจจะเป็นเรื่องหลักที่ทำให้เราจำได้นานขึ้นและยืดหยุ่นในการแก้ปัญหามากขึ้นครับ
  • ระวังเงื่อนไขและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: การตรวจสอบเงื่อนไขของฐานและอาร์กิวเมนต์ รวมถึงระวังการใช้สมบัติผิดพลาด จะช่วยให้น้องๆ ไม่เสียคะแนนในจุดที่ไม่ควรพลาดครับ

พี่กฤษณ์หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้น้องๆ มอง Logarithm ในมุมที่เข้าใจง่ายขึ้นและสนุกกับการเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้นนะครับ คณิตศาสตร์ไม่ได้มีไว้ให้ท่องจำไปสอบอย่างเดียว แต่ถ้าเราเข้าใจที่มาและคอนเซ็ปต์จริงๆ มันจะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมากในการแก้ปัญหาและทำความเข้าใจโลกของเราครับ

ถ้าน้องๆ อยากเจาะลึกเนื้อหา Logarithm และคณิตศาสตร์เรื่องอื่นๆ ให้เข้าใจถึงแก่น พร้อมเทคนิคทำข้อสอบที่พี่กฤษณ์คัดสรรมาให้ น้องๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมกับพี่กฤษณ์ได้เลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สเรียนสดที่บรรยากาศสนุก เข้าใจง่าย หรือคอร์สเรียนออนไลน์ที่ยืดหยุ่นตามเวลาของน้องๆ และยังมีคอร์สตัวต่อตัวสำหรับน้องๆ ที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยครับ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์นี้เลยนะครับ

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *