Skip to content
Home » บทความ » พอล แอร์ดิช นักเดินทางแห่งโลกคณิตศาสตร์ผู้ร่วมงานกับนักวิจัยนับร้อย

พอล แอร์ดิช นักเดินทางแห่งโลกคณิตศาสตร์ผู้ร่วมงานกับนักวิจัยนับร้อย

พอล แอร์ดิช: นักเดินทางแห่งโลกคณิตศาสตร์ผู้ร่วมงานกับนักวิจัยนับร้อย

น้องๆ อาจเคยคิดว่านักคณิตศาสตร์มักจะทำงานคนเดียว นั่งจมอยู่กับตัวเลขและทฤษฎีในห้องเงียบๆ แต่ในโลกของคณิตศาสตร์นั้น มีนักคณิตศาสตร์ท่านหนึ่งที่แหวกแนวออกไปอย่างสิ้นเชิง เขาใช้ชีวิตราวกับนักเดินทาง พเนจรไปทั่วโลกเพื่อทำงานร่วมกับนักวิจัยคนอื่นๆ เกือบตลอดชีวิตของเขา นั่นคือ พอล แอร์ดิช (Paul Erdős) ครับ

พอล แอร์ดิช เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวฮังการีที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนักคณิตศาสตร์ที่สร้างผลงานได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยบทความทางคณิตศาสตร์ที่ตีพิมพ์ร่วมกับผู้อื่นกว่า 1 , 500 ชิ้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งมาก และความพิเศษของเขาไม่ได้อยู่แค่ปริมาณผลงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตที่อุทิศให้กับการวิจัยทางคณิตศาสตร์และการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างแท้จริงครับ

ชีวิตที่ไม่เหมือนใครของพอล แอร์ดิช

แอร์ดิชไม่มีบ้านเป็นหลักแหล่ง เขาไม่มีทรัพย์สินส่วนตัวมากนักและมักจะแบกกระเป๋าเดินทางเล็กๆ ไปไหนมาไหน เขาจะไปเยี่ยมเพื่อนร่วมงานตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลก พักอยู่เป็นเวลาสั้นๆ ทำงานวิจัยกับเจ้าภาพอย่างเข้มข้น แล้วก็ย้ายไปที่อื่นต่อ ชีวิตของเขาถูกขับเคลื่อนด้วยความหลงใหลในคณิตศาสตร์และการค้นพบสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาคือการแก้ปัญหา การพิสูจน์ทฤษฎีบท และการสร้างแนวคิดใหม่ๆ ร่วมกับเพื่อนร่วมงานครับ

แอร์ดิชมีความเชื่อว่าคณิตศาสตร์เป็นกิจกรรมทางสังคม การทำงานร่วมกันทำให้เกิดมุมมองที่หลากหลาย นำไปสู่การค้นพบที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและรวดเร็วกว่าการทำงานเพียงลำพัง เขามีสไตล์การทำงานที่โดดเด่นมาก คือจะปรากฏตัวอย่างกะทันหันที่บ้านหรือที่ทำงานของเพื่อนร่วมงาน แล้วพูดว่า “My brain is open!” (สมองของฉันเปิดแล้ว!) เพื่อชวนกันมาขบคิดปัญหาคณิตศาสตร์ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขครับ

ตัวเลขแอร์ดิช (Erdős Number): สัญลักษณ์แห่งการร่วมมือ

เพื่อเป็นเกียรติแก่ความสามารถในการร่วมงานกับผู้อื่นอย่างไม่หยุดหย่อนของแอร์ดิช นักคณิตศาสตร์จึงได้คิดค้นแนวคิดที่เรียกว่า “ตัวเลขแอร์ดิช” (Erdős Number) ขึ้นมาครับ ตัวเลขนี้เป็นมาตรวัดความ “ใกล้ชิดทางคณิตศาสตร์” กับพอล แอร์ดิช

  • พอล แอร์ดิช เองมีตัวเลขแอร์ดิชเป็น 0 ครับ
  • นักคณิตศาสตร์ที่เคยตีพิมพ์บทความร่วมกับแอร์ดิชโดยตรง จะมีตัวเลขแอร์ดิชเป็น 1
  • นักคณิตศาสตร์ที่เคยตีพิมพ์บทความร่วมกับนักคณิตศาสตร์ที่มีตัวเลขแอร์ดิชเป็น 1 (แต่ไม่เคยร่วมงานกับแอร์ดิชโดยตรง) จะมีตัวเลขแอร์ดิชเป็น 2
  • เป็นเช่นนี้เรื่อยไปครับ เหมือนกับ Six Degrees of Separation แต่เป็น Six Degrees of Paul Erdős ครับ

ปัจจุบัน มีนักคณิตศาสตร์หลายแสนคนที่มีตัวเลขแอร์ดิช ซึ่งส่วนใหญ่จะมีตัวเลขแอร์ดิชไม่เกิน 3 หรือ 4 เท่านั้นเองครับ นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าแอร์ดิชมีอิทธิพลอย่างมากต่อชุมชนนักคณิตศาสตร์ทั่วโลก และแสดงให้เห็นถึงพลังของการทำงานร่วมกันได้อย่างน่าทึ่ง

แนวคิดพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของแอร์ดิช

แอร์ดิชทำงานในหลายสาขาของคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่เรียกว่า คณิตศาสตร์เชิงการจัด (Combinatorics), ทฤษฎีกราฟ (Graph Theory) และ ทฤษฎีจำนวน (Number Theory) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่น้องๆ ควรทำความเข้าใจเพื่อซึมซับแนวคิดของเขาครับ

1. คณิตศาสตร์เชิงการจัด (Combinatorics): เป็นสาขาที่ว่าด้วยการนับ การจัดเรียง และการเลือกสิ่งต่างๆ แอร์ดิชเป็นผู้บุกเบิกการใช้ “ระเบียบวิธีความน่าจะเป็น (Probabilistic Method)” ในคณิตศาสตร์เชิงการจัด ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ความน่าจะเป็นในการพิสูจน์ว่าวัตถุทางคณิตศาสตร์ที่มีคุณสมบัติบางอย่าง “มีอยู่จริง” โดยไม่จำเป็นต้องสร้างมันขึ้นมาโดยตรงครับ

2. ทฤษฎีกราฟ (Graph Theory): เป็นการศึกษาโครงสร้างที่ประกอบด้วยจุด (vertices) และเส้นเชื่อม (edges) ที่เชื่อมจุดเหล่านั้นเข้าด้วยกัน แอร์ดิชใช้ทฤษฎีกราฟในการแก้ปัญหาจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของกราฟขนาดใหญ่

3. ทฤษฎีจำนวน (Number Theory): คือการศึกษาคุณสมบัติของจำนวนเต็ม แอร์ดิชมีความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของจำนวนเฉพาะและการแจกแจงของจำนวนเฉพาะ

หลักรังนกพิราบ (The Pigeonhole Principle): เครื่องมือสำคัญที่แอร์ดิชใช้บ่อย

เพื่อให้น้องๆ เห็นภาพแนวคิดบางอย่างที่แอร์ดิชใช้บ่อยๆ พี่กฤษณ์จะขอแนะนำ หลักรังนกพิราบ (The Pigeonhole Principle) ซึ่งเป็นหลักการที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง และแอร์ดิชใช้มันในการพิสูจน์ทฤษฎีบทที่ซับซ้อนมากมายครับ

หลักการ: ถ้าเรามีนกพิราบจำนวนหนึ่ง (Pigeons) ที่มากกว่าจำนวนรังนกพิราบ (Pigeonholes) แล้ว จะต้องมีรังนกพิราบอย่างน้อยหนึ่งรังที่มีนกพิราบตั้งแต่สองตัวขึ้นไปครับ

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาใช่ไหมครับ แต่หลักการนี้สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาที่ดูเหมือนซับซ้อนได้อย่างน่าทึ่ง

ตัวอย่างโจทย์:

ในลิ้นชักมีถุงเท้าที่ไม่ได้แยกเป็นคู่ โดยมีสีแดง 5 ข้าง, สีน้ำเงิน 3 ข้าง และสีเขียว 4 ข้าง ถ้าหลับตาหยิบถุงเท้าออกมาจากลิ้นชัก จะต้องหยิบอย่างน้อยกี่ข้างจึงจะแน่ใจว่าได้ถุงเท้าคู่เดียวกัน (หมายถึงถุงเท้า 2 ข้างที่มีสีเดียวกัน)?

แนวคิดและวิธีแก้ปัญหาด้วยหลักรังนกพิราบ:

  • กำหนด “รังนกพิราบ (Pigeonholes)”: ในที่นี้คือ “สีของถุงเท้า” ครับ เรามีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ แดง น้ำเงิน เขียว
    N P i g e o n h o l e s = 3
  • กำหนด “นกพิราบ (Pigeons)”: ในที่นี้คือก่อนที่เราจะ “แน่ใจ” ว่าได้ถุงเท้าคู่เดียวกัน เราจะลองพิจารณากรณีที่ แย่ที่สุด (Worst Case Scenario) ครับ
  • สถานการณ์ที่แย่ที่สุด: เพื่อที่จะไม่ให้ได้ถุงเท้าคู่เดียวกัน เราจะต้องหยิบถุงเท้าแต่ละสีออกมา 1 ข้างก่อนครับ

    • หยิบสีแดงมา 1 ข้าง
    • หยิบสีน้ำเงินมา 1 ข้าง
    • หยิบสีเขียวมา 1 ข้าง

    ตอนนี้เราหยิบไปแล้ว 1 + 1 + 1 = 3 ข้าง และยังไม่มีคู่ครับ ถุงเท้าที่เราหยิบมาตอนนี้เป็นสามสีที่แตกต่างกัน

  • การหยิบครั้งต่อไป: เมื่อเราหยิบถุงเท้าข้างที่ 4 ไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็ตาม (แดง น้ำเงิน หรือเขียว) ถุงเท้าข้างนั้นจะต้อง “ตรง” กับสีใดสีหนึ่งในสามสีที่เราหยิบไปแล้ว นั่นหมายความว่าเราจะได้ถุงเท้า 2 ข้างที่มีสีเดียวกันอย่างแน่นอนครับ
  • จำนวนที่ต้องการ: ดังนั้น จำนวนถุงเท้าที่ต้องหยิบอย่างน้อยที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าได้ถุงเท้าคู่เดียวกันคือ 3 + 1 = 4 ข้างครับ

หลักรังนกพิราบนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของหลักการที่ดูเรียบง่าย แต่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการพิสูจน์การมีอยู่ของสิ่งต่างๆ หรือการันตีผลลัพธ์บางอย่างในคณิตศาสตร์เชิงการจัด ซึ่งเป็นแนวคิดที่แอร์ดิชใช้บ่อยมากในการสร้างผลงานของเขาครับ

พลังของการร่วมมือ: บทเรียนจากแอร์ดิช

จากเรื่องราวของพอล แอร์ดิช น้องๆ จะเห็นได้ว่าการทำงานร่วมกันนั้นมีพลังมหาศาลครับ

  • มุมมองที่หลากหลาย: การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่นทำให้เราได้เห็นปัญหาจากมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจนำไปสู่แนวทางแก้ไขที่เรานึกไม่ถึงเมื่อทำงานคนเดียว
  • เติมเต็มจุดแข็ง: แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญและจุดแข็งที่แตกต่างกัน การรวมตัวกันจะช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกัน ทำให้ทีมมีความสามารถที่ครบครันยิ่งขึ้น
  • แรงบันดาลใจ: การมีเพื่อนร่วมงานที่กระตือรือร้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เรามุ่งมั่นทำงานได้มากขึ้น
  • การตรวจสอบและการเรียนรู้: การทำงานร่วมกันเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบแนวคิดซึ่งกันและกัน ทำให้สามารถตรวจพบข้อผิดพลาดและเรียนรู้จากกันและกันได้

ในโลกของการเรียนคณิตศาสตร์ น้องๆ ก็สามารถประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ได้เช่นกันนะครับ ลองมาคุยกัน แลกเปลี่ยนโจทย์ แลกเปลี่ยนวิธีคิดกับเพื่อนๆ หรือคุณครู สิ่งเหล่านี้จะช่วยพัฒนาความเข้าใจและความสามารถในการแก้ปัญหาของน้องๆ ได้อย่างมากเลยครับ

สรุปแนวคิดสำคัญ

พอล แอร์ดิช ไม่ใช่แค่ยอดนักคณิตศาสตร์ผู้สร้างผลงานนับพันชิ้น แต่เขายังเป็นสัญลักษณ์ของการทำงานร่วมกันและการอุทิศตนเพื่อความรู้ทางคณิตศาสตร์ครับ

  • เขาแสดงให้เห็นว่าคณิตศาสตร์เป็นกิจกรรมทางสังคมที่รุ่งเรืองได้ด้วยการแลกเปลี่ยนและร่วมมือ
  • ตัวเลขแอร์ดิช เป็นเครื่องสะท้อนถึงเครือข่ายความร่วมมืออันกว้างขวางของเขา
  • เขาใช้หลักการพื้นฐานที่ทรงพลังอย่าง หลักรังนกพิราบ ในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
  • ชีวิตของเขาเป็นเครื่องยืนยันว่าการตั้งคำถาม การค้นหาคำตอบ และการแบ่งปันความรู้คือหัวใจสำคัญของการเรียนรู้และการวิจัย

พี่กฤษณ์หวังว่าเรื่องราวของแอร์ดิชจะช่วยจุดประกายให้น้องๆ เห็นคุณค่าของการเรียนรู้ร่วมกันและการไม่หยุดตั้งคำถามนะครับ โลกของคณิตศาสตร์ยังมีความลับอีกมากมายให้เราค้นพบ และการมีเพื่อนร่วมทางจะทำให้การเดินทางนั้นสนุกและประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นครับ

หากน้องๆ สนใจอยากเรียนคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทฤษฎีจำนวน คณิตศาสตร์เชิงการจัด หรือหัวข้ออื่นๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและฝึกฝนการแก้ปัญหาให้เก่งยิ่งขึ้น พี่กฤษณ์ก็พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางของน้องๆ นะครับ น้องๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์สเรียนของพี่กฤษณ์ได้เลยในเว็บไซต์นี้ครับ มีทั้งคอร์สสดที่น้องๆ สามารถมาเรียนที่สถาบัน คอร์สออนไลน์ที่เรียนได้จากทุกที่ทุกเวลา หรือคอร์สตัวต่อตัวที่เน้นการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคลเลยครับ

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *