Skip to content
Home » บทความ » สูตรผลบวกอนุกรมเรขาคณิตมาจากไหน พิสูจน์ด้วยวิธีจัดรูปสมการทีละขั้น

สูตรผลบวกอนุกรมเรขาคณิตมาจากไหน พิสูจน์ด้วยวิธีจัดรูปสมการทีละขั้น

สูตรผลบวกอนุกรมเรขาคณิตมาจากไหน? พิสูจน์ด้วยวิธีจัดรูปสมการทีละขั้น

ก่อนที่เราจะไปพิสูจน์สูตรกัน พี่กฤษณ์ขอทบทวนพื้นฐานเกี่ยวกับอนุกรมเรขาคณิตกันสักนิดนะครับ อนุกรมเรขาคณิตคืออนุกรมที่แต่ละพจน์ (ยกเว้นพจน์แรก) หาได้จากการนำพจน์ก่อนหน้ามาคูณด้วยจำนวนคงที่จำนวนหนึ่ง จำนวนคงที่นี้เราเรียกว่า “อัตราส่วนร่วม” (Common Ratio) ครับ

ให้

  • พจน์แรก (First Term) แทนด้วย a a

  • อัตราส่วนร่วม (Common Ratio) แทนด้วย r r

  • จำนวนพจน์ (Number of Terms) แทนด้วย n n

ดังนั้น พจน์ที่ k k ของอนุกรมเรขาคณิตจะเท่ากับ a k = a r k 1 a_{k} = ar^{k-1} ครับ

เป้าหมายของเราคือการหาผลบวกของ n n พจน์แรกของอนุกรมเรขาคณิต ซึ่งเราจะแทนด้วย S n S_n

การพิสูจน์สูตรผลบวกอนุกรมเรขาคณิต

เรามาเริ่มพิสูจน์กันเลยนะครับ น้องๆ ตั้งใจดูแต่ละขั้นให้ดีๆ นะครับ

ขั้นที่ 1: เขียนสมการแสดงผลบวก S n S_n
เราสามารถเขียนผลบวกของ n n พจน์แรกได้ดังนี้ครับ:
S n = a + a r + a r 2 + + a r n 1 S_n = a + ar + ar^2 + dots + ar^{n-1}
(ให้สมการนี้เป็นสมการที่ 1)

ขั้นที่ 2: คูณสมการที่ 1 ด้วย r r
เมื่อนำ r r ไปคูณตลอดสมการที่ 1 เราจะได้:
r S n = a r + a r 2 + a r 3 + + a r n rS_n = ar + ar^2 + ar^3 + dots + ar^n
(ให้สมการนี้เป็นสมการที่ 2)

ขั้นที่ 3: นำสมการที่ 1 ลบด้วยสมการที่ 2
ขั้นตอนนี้เป็นหัวใจสำคัญเลยครับ เราจะนำสมการที่ 1 มาลบด้วยสมการที่ 2 เพื่อให้พจน์กลางๆ หักล้างกันไปจนหมดครับ
S n r S n = ( a + a r + a r 2 + + a r n 1 ) ( a r + a r 2 + a r 3 + + a r n ) S_n – rS_n = (a + ar + ar^2 + dots + ar^{n-1}) – (ar + ar^2 + ar^3 + dots + ar^n)
สังเกตว่าพจน์ a r ar , a r 2 ar^2 ไปจนถึง a r n 1 ar^{n-1} จะถูกหักล้างกันไป เหลือเพียงพจน์แรกจากสมการที่ 1 และพจน์สุดท้ายจากสมการที่ 2 (ที่ติดลบ) เท่านั้นครับ
S n r S n = a a r n S_n – rS_n = a – ar^n

ขั้นที่ 4: ดึงตัวร่วมและจัดรูปสมการ
จากสมการที่ได้ในขั้นที่ 3 เราสามารถดึงตัวร่วม S n S_n ออกจากฝั่งซ้าย และดึงตัวร่วม a a ออกจากฝั่งขวาครับ
S n ( 1 r ) = a ( 1 r n ) S_n(1 – r) = a(1 – r^n)

ขั้นที่ 5: แก้สมการหา S n S_n (กรณี r 1 r neq 1 )
เพื่อหา S n S_n เราก็แค่นำ ( 1 r ) (1 – r) ไปหารตลอดสมการ (ซึ่งเราทำได้ถ้า 1 r 0 1 – r neq 0 หรือ r 1 r neq 1 )
S n = a ( 1 r n ) 1 r S_n = frac{a(1 – r^n)}{1 – r}
หรือน้องๆ บางคนอาจคุ้นเคยกับอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้ครับ คือ
S n = a ( r n 1 ) r 1 S_n = frac{a(r^n – 1)}{r – 1}
ทั้งสองสูตรนี้ให้ผลลัพธ์เหมือนกันนะครับ เพียงแค่คูณ 1 -1 ทั้งเศษและส่วนเท่านั้นเองครับ

กรณีพิเศษ: เมื่อ r = 1 r = 1
ถ้าน้องๆ สังเกตดีๆ เราไม่สามารถใช้สูตรข้างต้นได้เมื่อ r = 1 r = 1 เพราะส่วนจะกลายเป็นศูนย์ (หารด้วยศูนย์ไม่ได้ครับ) แล้วถ้า r = 1 r = 1 ผลบวก S n S_n จะเป็นเท่าไหร่?
เมื่อ r = 1 r = 1 อนุกรมจะกลายเป็น:
S n = a + a ( 1 ) + a ( 1 ) 2 + + a ( 1 ) n 1 S_n = a + a(1) + a(1)^2 + dots + a(1)^{n-1}
ซึ่งก็คือ:
S n = a + a + a + + a S_n = a + a + a + dots + a
มีทั้งหมด n n พจน์ ดังนั้นผลบวกคือ:
S n = n a S_n = na
นี่คืออีกหนึ่งสูตรที่ต้องจำสำหรับกรณีพิเศษนี้นะครับ

สรุปแล้ว สูตรผลบวก n n พจน์แรกของอนุกรมเรขาคณิตคือ:
S n = a ( 1 r n ) 1 r S_n = frac{a(1 – r^n)}{1 – r} เมื่อ r 1 r neq 1
S n = n a S_n = na เมื่อ r = 1 r = 1

ความแตกต่างระหว่างอนุกรมเลขคณิตและเรขาคณิต

น้องๆ หลายคนอาจจะสับสนระหว่างอนุกรมเลขคณิต (Arithmetic Series) กับอนุกรมเรขาคณิต (Geometric Series) นะครับ

  • อนุกรมเลขคณิต: เกิดจากการนำค่าคงที่ค่าหนึ่งมา บวก เพิ่มหรือ ลบ ออกจากพจน์ก่อนหน้า เราเรียกค่าคงที่นี้ว่า “ผลต่างร่วม” (Common Difference) เช่น 2, 4, 6, 8, … (ผลต่างร่วมคือ 2)
  • อนุกรมเรขาคณิต: เกิดจากการนำค่าคงที่ค่าหนึ่งมา คูณ เพิ่มหรือ หาร ออกจากพจน์ก่อนหน้า เราเรียกค่าคงที่นี้ว่า “อัตราส่วนร่วม” (Common Ratio) เช่น 2, 4, 8, 16, … (อัตราส่วนร่วมคือ 2)

การเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้น้องๆ เลือกใช้สูตรได้ถูกต้องและไม่สับสนนะครับ

ตัวอย่างการนำไปใช้

มาลองดูตัวอย่างโจทย์ง่ายๆ กันครับ
ตัวอย่างที่ 1: จงหาผลบวกของอนุกรมเรขาคณิต 3 พจน์แรกของ 2, 6, 18, …
วิธีทำ:
จากอนุกรมที่กำหนดให้
พจน์แรก a = 2 a = 2
อัตราส่วนร่วม r = 6 2 = 3 r = frac{6}{2} = 3
จำนวนพจน์ n = 3 n = 3
เนื่องจาก r 1 r neq 1 เราจะใช้สูตร S n = a ( r n 1 ) r 1 S_n = frac{a(r^n – 1)}{r – 1}
S 3 = 2 ( 3 3 1 ) 3 1 S_3 = frac{2(3^3 – 1)}{3 – 1}
S 3 = 2 ( 27 1 )</mo 2 S_3 = frac{2(27 – 1)}{2}
S 3 = 26 S_3 = 26
ดังนั้น ผลบวก 3 พจน์แรกคือ 26 (ลองบวกตรงๆ: 2 + 6 + 18 = 26 เห็นไหมครับว่าตรงกัน)

ตัวอย่างที่ 2: อนุกรมเรขาคณิตมีพจน์แรกคือ 5 และอัตราส่วนร่วมคือ 1 จงหาผลบวกของ 10 พจน์แรก
วิธีทำ:
จากอนุกรมที่กำหนดให้
พจน์แรก a = 5 a = 5
อัตราส่วนร่วม r = 1 r = 1
จำนวนพจน์ n = 10 n = 10
เนื่องจาก r = 1 r = 1 เราจะใช้สูตร S n = n a S_n = na
S 10 = 10 × 5 S_{10} = 10 times 5
S 10 = 50 S_{10} = 50
ผลบวก 10 พจน์แรกคือ 50 ครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (Common Pitfalls)

น้องๆ มักจะผิดพลาดในจุดเหล่านี้ พี่กฤษณ์สรุปมาให้เพื่อระวังกันนะครับ:

  • ลืมตรวจสอบกรณี r = 1 r = 1 : ถ้าน้องๆ ใช้สูตร a ( 1 r n ) 1 r frac{a(1 – r^n)}{1 – r} โดยไม่สนใจว่า r = 1 r = 1 น้องๆ จะเจอกับการหารด้วยศูนย์ ซึ่งผิดหลักคณิตศาสตร์ครับ อย่าลืมแยกกรณีนี้ออกมานะครับ
  • ระบุค่า a , r , n a, r, n ผิดพลาด: การอ่านโจทย์ไม่ละเอียดอาจทำให้น้องๆ แทนค่าผิด เช่น สับสนระหว่างพจน์สุดท้ายกับจำนวนพจน์ หรือหาค่าอัตราส่วนร่วมผิดพลาด ควรตรวจสอบซ้ำอีกครั้งเสมอครับ
  • คำนวณเลขยกกำลังผิด: การยกกำลังด้วยเลขจำนวนมากอาจเกิดความผิดพลาดได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในส่วนของ r n r^n แนะนำให้คิดเลขช้าๆ และใช้เครื่องคิดเลขช่วยในกรณีที่ตัวเลขเยอะครับ
  • เครื่องหมายผิดพลาด: สูตรมีเครื่องหมายลบทั้งในวงเล็บและตัวส่วน การคำนวณผิดพลาดเรื่องเครื่องหมายสามารถทำให้คำตอบคลาดเคลื่อนได้ง่ายๆ ครับ

การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

สูตรอนุกรมเรขาคณิตไม่ได้เป็นแค่เรื่องในตำราเรียนนะครับ แต่ยังถูกนำไปใช้ในหลายๆ สถานการณ์จริง:

  • การเงินและการลงทุน: การคำนวณดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) หรือเงินบำนาญ (Annuities) ในอนาคตมักจะใช้อนุกรมเรขาคณิตเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการคำนวณมูลค่าของเงินในอนาคต (Future Value)
  • ฟิสิกส์: การเคลื่อนที่ของวัตถุที่มีแรงต้านทาน เช่น ลูกบอลที่กระดอนลดความสูงลงเรื่อยๆ ในแต่ละครั้ง หรือการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี ซึ่งปริมาณจะลดลงเป็นสัดส่วนคงที่ในแต่ละช่วงเวลา
  • ชีววิทยา: การเติบโตของประชากรแบคทีเรียที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในแต่ละช่วงเวลา (ถ้ามีทรัพยากรมากพอ) ก็สามารถอธิบายได้ด้วยอนุกรมเรขาคณิตครับ
  • วิทยาการคอมพิวเตอร์: การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของอัลกอริทึมบางประเภท เช่น อัลกอริทึมค้นหาแบบ Binary Search หรือ Merge Sort ก็มีการใช้แนวคิดจากอนุกรมเรขาคณิตในการประเมินความซับซ้อนของเวลา (Time Complexity)

จะเห็นได้ว่าอนุกรมเรขาคณิตเป็นเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่ทรงพลังและมีประโยชน์อย่างมากเลยนะครับ

เทคนิคทำข้อสอบ

ในการทำข้อสอบเกี่ยวกับอนุกรมเรขาคณิต พี่กฤษณ์มีเทคนิคดีๆ มาฝากครับ:

  1. อ่านโจทย์ให้ละเอียด: สิ่งแรกที่ต้องทำคือระบุให้ได้ว่าโจทย์กำลังพูดถึงอนุกรมประเภทใด (เลขคณิตหรือเรขาคณิต) และต้องการหาอะไร (พจน์ที่เท่าไหร่ หรือผลบวกกี่พจน์)
  2. ระบุ a , r , n a, r, n ให้ถูกต้อง: เขียนค่าของพจน์แรก ( a a ), อัตราส่วนร่วม ( r r ), และจำนวนพจน์ ( n n ) ออกมาให้ชัดเจน
  3. ตรวจสอบกรณี r = 1 r = 1 ก่อน: ถ้า r = 1 r = 1 ให้ใช้สูตร S n = n a S_n = na ทันที จะช่วยประหยัดเวลาและลดความผิดพลาด
  4. ใช้สูตรให้ถูกต้อง: เมื่อระบุค่าต่างๆ ได้แล้ว ก็แทนค่าลงในสูตรที่เหมาะสมและดำเนินการคำนวณอย่างระมัดระวัง
  5. ตรวจคำตอบ: หากเป็นไปได้ ลองย้อนกลับไปคำนวณด้วยวิธีอื่น หรือตรวจดูว่าคำตอบมีความสมเหตุสมผลหรือไม่ เช่น ถ้า r > 1 r > 1 ผลบวกควรมีค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นต้น

สรุปแนวคิดสำคัญ

การพิสูจน์สูตรผลบวกอนุกรมเรขาคณิตนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้เทคนิคการจัดรูปสมการเพื่อแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์นะครับ น้องๆ ได้เห็นว่าเพียงแค่การคูณด้วยอัตราส่วนร่วมแล้วนำมาลบกัน ก็สามารถทำให้พจน์กลางๆ หักล้างกันไปจนเหลือแค่พจน์เริ่มต้นและพจน์สุดท้ายที่สำคัญ ทำให้เราสามารถจัดรูปเพื่อหา S n S_n ได้อย่างสง่างามครับ การทำความเข้าใจที่มาของสูตรไม่ได้ช่วยแค่การจำสูตรได้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้น้องๆ เข้าใจแนวคิดเบื้องหลังและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้อีกด้วย

พี่กฤษณ์หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้น้องๆ เข้าใจที่มาของสูตรผลบวกอนุกรมเรขาคณิตได้ชัดเจนและเห็นภาพมากขึ้นนะครับ คณิตศาสตร์ไม่ใช่แค่การท่องจำสูตร แต่คือการทำความเข้าใจตรรกะและเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง หากน้องๆ สนใจศึกษาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาในบทเรียน หรือเทคนิคการทำข้อสอบ พี่กฤษณ์ก็มีคอร์สเรียนทั้งแบบสด ออนไลน์ และแบบตัวต่อตัว สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์นี้เลยนะครับ พี่กฤษณ์พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้น้องๆ เก่งคณิตศาสตร์และสนุกไปกับการเรียนรู้ครับ

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *