เป้าหมายระยะสั้นกับระยะยาวต่างกันอย่างไร และควรเริ่มวางแบบไหนก่อน
ในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องส่วนตัว หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ การตั้งเป้าหมายช่วยให้เรามีทิศทางและแรงผลักดันในการก้าวไปข้างหน้าเสมอครับ น้องๆ ลองคิดดูสิว่าถ้าเราไม่มีเป้าหมายเลย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้กำลังพาเราไปที่ไหน การมีเป้าหมายก็เหมือนกับการมีแผนที่นำทางในโลกกว้างๆ ใบนี้แหละครับ
เป้าหมายระยะสั้น (Short-term Goals)
เป้าหมายระยะสั้น คือเป้าหมายที่เราตั้งใจจะทำให้สำเร็จภายในระยะเวลาอันใกล้ มักจะอยู่ภายในกรอบเวลาไม่กี่วัน ไม่กี่สัปดาห์ หรืออย่างมากที่สุดก็ไม่กี่เดือนครับ เป้าหมายเหล่านี้มักจะมีขนาดเล็ก ไม่ซับซ้อน และทำหน้าที่เป็นเหมือน “บันไดก้าวเล็กๆ” ที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นได้
ลักษณะสำคัญของเป้าหมายระยะสั้น
- ระยะเวลาสั้น: ทำได้ภายในไม่นาน
- เฉพาะเจาะจง: มักจะมีรายละเอียดที่ชัดเจนและจับต้องได้
- วัดผลได้ง่าย: สามารถตรวจสอบความสำเร็จได้ง่าย
- เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่ใหญ่กว่า: มักจะเป็นขั้นย่อยของเป้าหมายระยะยาว
ทำไมเป้าหมายระยะสั้นจึงสำคัญ?
เป้าหมายระยะสั้นช่วยสร้างแรงบันดาลใจและให้ความรู้สึกของการประสบความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้น้องๆ มีกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อไปครับ ลองนึกภาพว่าน้องๆ กำลังพยายามปีนภูเขาที่สูงชัน การได้พิชิตยอดเขาลูกเล็กๆ ระหว่างทางจะช่วยให้เรามีแรงก้าวต่อไปยังยอดเขาที่สูงกว่าได้จริงไหมครับ?
ตัวอย่างเป้าหมายระยะสั้นในการเรียนคณิตศาสตร์:
- ภายในวันนี้: ทำการบ้านคณิตศาสตร์เรื่องฟังก์ชันให้เสร็จ 5 ข้อ
- ภายในสัปดาห์นี้: ทบทวนเนื้อหาบทตรีโกณมิติทั้งหมด และทำแบบฝึกหัดท้ายบทให้ได้คะแนน 70% ขึ้นไป
- ภายใน 2 สัปดาห์: ทำความเข้าใจเรื่องลำดับเลขคณิตและลำดับเรขาคณิต พร้อมทำโจทย์ได้ทุกรูปแบบ
- ก่อนสอบกลางภาค: เก็บเนื้อหาเรื่องเมทริกซ์ให้จบและทำข้อสอบเก่าเรื่องนี้ได้ทั้งหมด
น้องๆ จะเห็นว่าเป้าหมายเหล่านี้มีระยะเวลาที่ชัดเจน และมีสิ่งที่ต้องทำที่เป็นรูปธรรม ทำให้เราสามารถลงมือทำและวัดผลได้ทันทีครับ
เป้าหมายระยะยาว (Long-term Goals)
เป้าหมายระยะยาว คือเป้าหมายใหญ่ที่เราต้องการทำให้สำเร็จในอนาคต มักจะใช้ระยะเวลานานหลายเดือน หลายปี หรืออาจจะถึงสิบปีเลยทีเดียวครับ เป้าหมายเหล่านี้เป็นเหมือน “เข็มทิศ” ที่จะบอกทิศทางหลักในชีวิตของเรา และเป้าหมายระยะสั้นต่างๆ ก็จะถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้เราไปถึงเป้าหมายระยะยาวนี้นั่นเองครับ
ลักษณะสำคัญของเป้าหมายระยะยาว
- ระยะเวลานาน: ใช้เวลาตั้งแต่หลายเดือนถึงหลายปี
- ภาพรวมใหญ่: มักเป็นภาพใหญ่ที่ต้องการบรรลุผลสำเร็จที่สำคัญ
- เป็นแรงผลักดันหลัก: เป็นแรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ในการลงมือทำสิ่งต่างๆ
- ต้องมีการวางแผนที่ละเอียด: ต้องมีการแบ่งย่อยเป็นเป้าหมายระยะสั้นจำนวนมาก
ทำไมเป้าหมายระยะยาวจึงสำคัญ?
เป้าหมายระยะยาวช่วยให้น้องๆ มีทิศทางที่ชัดเจนในชีวิต และทำให้การตัดสินใจต่างๆ ในแต่ละวันมีความหมายมากขึ้นครับ ถ้าเรามีเป้าหมายระยะยาวว่าอยากจะเป็นอะไร อยากจะไปที่ไหน เราก็จะรู้ว่าวันนี้เราควรจะทำอะไร เพื่อให้เข้าใกล้เป้าหมายนั้นมากขึ้น
ตัวอย่างเป้าหมายระยะยาวในการเรียนคณิตศาสตร์และชีวิต:
- ภายใน 3 ปี (ตลอดช่วง ม.ปลาย): สอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังให้ได้
- ภายใน 1 ปี: ทำคะแนนสอบ A-Level คณิตศาสตร์ให้ได้มากกว่า 80 คะแนน
- ในอนาคต: อยากทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ต้องใช้ความรู้คณิตศาสตร์ในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
- ตลอดชีวิต: มีความเข้าใจคณิตศาสตร์ในระดับสูง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ
เป้าหมายเหล่านี้เป็นเป้าหมายที่ต้องใช้ความพยายามและความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง และต้องอาศัยการสะสมความสำเร็จจากเป้าหมายระยะสั้นหลายๆ อย่างครับ
ความแตกต่างที่สำคัญ
| ลักษณะ | เป้าหมายระยะสั้น | เป้าหมายระยะยาว |
| :—————- | :—————————————————————————————————————————————————————– | :————————————————————————————————————————————————————————————————————— |
| **ระยะเวลา** | ไม่กี่วัน ไม่กี่สัปดาห์ ไม่กี่เดือน | หลายเดือน หลายปี หรืออาจจะนานกว่านั้น |
| **ขอบเขต** | เฉพาะเจาะจง เล็กๆ เป็นส่วนหนึ่งของภาพรวม | ภาพรวมใหญ่ เป็นทิศทางหลักในอนาคต |
| **ความยืดหยุ่น** | ปรับเปลี่ยนได้ง่ายกว่าตามสถานการณ์ | ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนมากกว่า เพราะเป็นเป้าหมายหลัก |
| **แรงจูงใจ** | ให้แรงจูงใจทันที สร้างความสำเร็จเล็กๆ | ให้แรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ กำหนดทิศทางและวิสัยทัศน์ |
| **การวัดผล** | วัดผลได้ง่ายและรวดเร็ว | วัดผลได้ยากกว่า ต้องใช้เวลาในการประเมินความคืบหน้า |
ควรเริ่มวางแผนแบบไหนก่อน?
คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตเลยครับ น้องๆ บางคนอาจจะคิดว่าควรเริ่มจากเป้าหมายระยะสั้นก่อน เพราะมันง่ายกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว พี่กฤษณ์แนะนำว่าน้องๆ ควรเริ่มต้นด้วยการกำหนดเป้าหมายระยะยาวก่อนเสมอครับ
ทำไมน่ะเหรอครับ? ลองนึกภาพว่าน้องๆ กำลังจะเดินทางข้ามประเทศ การที่เราจะรู้ว่าต้องนั่งเครื่องบินไปลงที่ไหน เราก็ต้องรู้ก่อนว่าปลายทางสุดท้ายที่เราจะไปคือประเทศอะไรจริงไหมครับ? ถ้าเราเริ่มต้นด้วยการวางแผนว่าวันนี้จะทำอะไร (เป้าหมายระยะสั้น) โดยที่ไม่รู้ว่าในระยะยาวเราอยากจะไปไหน สิ่งที่เราทำวันนี้อาจจะไม่สอดคล้องกับเส้นทางที่เราควรจะไปก็ได้ครับ
ขั้นตอนการวางแผนที่พี่กฤษณ์แนะนำ:
- กำหนดเป้าหมายระยะยาว: ลองจินตนาการถึงอนาคตที่น้องๆ อยากให้เป็นใน 1 ปี 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า ทั้งในเรื่องการเรียน อาชีพ และชีวิตส่วนตัว เขียนมันออกมาให้ชัดเจนที่สุดครับ
- แตกเป้าหมายระยะยาวออกเป็นเป้าหมายย่อยๆ (ระยะกลาง): เมื่อได้เป้าหมายระยะยาวแล้ว ให้ลองคิดดูว่ามี “หลักชัย” สำคัญอะไรบ้างที่เราต้องทำให้ได้ก่อนจะไปถึงเป้าหมายนั้น เช่น ถ้าเป้าหมายระยะยาวคือสอบเข้าคณะวิศวะฯ เป้าหมายระยะกลางอาจจะเป็น “ต้องได้เกรดเฉลี่ยวิชาคณิตศาสตร์ ม.ปลาย ไม่ต่ำกว่า 3.5” หรือ “ต้องเก็บเนื้อหาคณิตศาสตร์ ม.ปลาย ทั้งหมดให้จบก่อนขึ้น ม.6 เทอม 2”
- กำหนดเป้าหมายระยะสั้นจากเป้าหมายย่อยๆ: สุดท้ายให้แตกเป้าหมายระยะกลางออกมาเป็นเป้าหมายระยะสั้นที่น้องๆ สามารถลงมือทำได้ในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ เช่น ถ้าเป้าหมายระยะกลางคือ “เก็บเนื้อหาคณิตศาสตร์ ม.ปลาย ทั้งหมดให้จบก่อนขึ้น ม.6 เทอม 2” เป้าหมายระยะสั้นก็อาจจะเป็น “สัปดาห์นี้จะเรียนเรื่องแคลคูลัสบทที่ 1 ให้จบพร้อมทำแบบฝึกหัด”
การวางแผนแบบนี้จะช่วยให้ทุกการกระทำในแต่ละวันของน้องๆ มีความหมายและสอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ที่วางไว้ครับ
การวางแผนเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ: SMART Goals
เพื่อให้เป้าหมายของน้องๆ มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น พี่กฤษณ์ขอแนะนำหลักการ SMART Goals ซึ่งเป็นหลักการที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางครับ
- S – Specific (เฉพาะเจาะจง): เป้าหมายต้องชัดเจน ไม่คลุมเครือ เช่น แทนที่จะบอกว่า “จะเก่งคณิตศาสตร์” ให้บอกว่า “จะทำโจทย์แคลคูลัสเรื่องอนุพันธ์ 20 ข้อ ภายใน 3 ชั่วโมงให้ถูกต้องอย่างน้อย 80%”
- M – Measurable (วัดผลได้): เป้าหมายต้องสามารถวัดผลความคืบหน้าได้ เช่น “จะทำคะแนนสอบกลางภาคเรื่องฟังก์ชันไม่ต่ำกว่า 80%” การมีตัวเลขเข้ามาช่วยให้เราประเมินผลได้ง่ายขึ้นครับ
- A – Achievable (ทำได้จริง): เป้าหมายต้องมีความท้าทายแต่ก็ต้องสามารถทำได้จริง ไม่ตั้งเป้าหมายที่สูงเกินความเป็นจริงจนท้อแท้ไปก่อน เช่น “ภายใน 1 เดือนจะเรียนจบบทตรีโกณมิติพร้อมทำแบบฝึกหัดท้ายบทได้ 70% ขึ้นไป”
- R – Relevant (เกี่ยวข้อง): เป้าหมายต้องมีความเกี่ยวข้องและสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของเรา เช่น ถ้าเป้าหมายระยะยาวคือเข้าคณะวิศวะฯ การตั้งเป้าหมายว่าจะทำคะแนนคณิตศาสตร์ให้ดีก็ถือว่า Relevant ครับ
- T – Time-bound (มีกรอบเวลา): เป้าหมายต้องมีกำหนดเวลาที่ชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้เราลงมือทำ เช่น “จะทบทวนบทเรียนเรื่องลำดับอนุกรมให้จบภายในวันอาทิตย์นี้”
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในการเรียนคณิตศาสตร์:
สมมติว่าน้องๆ มีเป้าหมายระยะยาวคือ “สอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ได้ภายใน 3 ปี”
พี่กฤษณ์จะช่วยแตกเป้าหมายนี้ออกเป็นเป้าหมายย่อยๆ ดังนี้ครับ:
- เป้าหมายระยะยาว: สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ (ภายใน 3 ปี)
- เป้าหมายระยะกลาง (ภายใน 1 ปี): ทำคะแนน A-Level คณิตศาสตร์ให้ได้มากกว่า 80 คะแนน และเข้าใจเนื้อหาคณิตศาสตร์ ม.ปลาย ทุกบทอย่างลึกซึ้ง
- เป้าหมายระยะสั้น (ภายใน 3 เดือน): ทบทวนและทำความเข้าใจเนื้อหาคณิตศาสตร์ ม.4-ม.5 ทั้งหมดให้แม่นยำ พร้อมทำข้อสอบเก่าได้มากกว่า 75%
- เป้าหมายระยะสั้น (ภายใน 1 เดือน): เก็บเนื้อหาฟังก์ชัน ตรีโกณมิติ และภาคตัดกรวย ให้ครบทุกประเด็น และทำโจทย์พื้นฐานได้คล่องแคล่ว
- เป้าหมายรายสัปดาห์: สัปดาห์นี้จะฝึกทำโจทย์เรื่องตรรกศาสตร์ 30 ข้อ และต้องเข้าใจแนวคิดของทุกข้อ
- เป้าหมายรายวัน: วันนี้จะดูคลิปอธิบายเรื่องจำนวนจริง 1 ตอน และทำแบบฝึกหัด 5 ข้อ
จะเห็นว่าทุกเป้าหมายเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และทุกๆ ก้าวเล็กๆ ที่น้องทำในแต่ละวัน ล้วนแล้วแต่พาเราเข้าใกล้เป้าหมายใหญ่ที่ตั้งไว้ครับ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการตั้งเป้าหมาย
การตั้งเป้าหมายเป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งน้องๆ ก็อาจจะเจออุปสรรคหรือทำผิดพลาดได้ครับ พี่กฤษณ์รวบรวมข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมาให้ดู เพื่อให้น้องๆ หลีกเลี่ยงได้ทันครับ
- เป้าหมายไม่ชัดเจน: เช่น “อยากเก่งคณิตขึ้น” ซึ่งกว้างเกินไป ทำให้ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง
- เป้าหมายไม่สมจริง: เช่น “จะอ่านหนังสือคณิตศาสตร์ให้จบทั้งเล่มภายใน 1 วัน” ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ ทำให้ท้อแท้ได้ง่าย
- ไม่มีการติดตามผล: ตั้งเป้าหมายแล้วก็ทิ้งไป ไม่เคยกลับมาดูว่าทำได้ตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่
- ไม่มีการแบ่งย่อย: มีแต่เป้าหมายระยะยาวที่ใหญ่มาก แต่ไม่มีเป้าหมายระยะสั้นเป็นขั้นบันได ทำให้ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
- กลัวความล้มเหลว: ไม่กล้าตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย เพราะกลัวว่าจะทำไม่ได้ ทำให้พลาดโอกาสในการพัฒนาตัวเอง
- การผัดวันประกันพรุ่ง: แม้จะตั้งเป้าหมายไว้แล้ว แต่ก็ยังเลื่อนการลงมือทำออกไปเรื่อยๆ
เทคนิคพิเศษจากพี่กฤษณ์ เพื่อให้น้องๆ พิชิตเป้าหมาย
นอกจากหลัก SMART Goal แล้ว พี่กฤษณ์ยังมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้น้องๆ เดินทางไปสู่เป้าหมายได้อย่างราบรื่นขึ้นครับ
- Visualization (การจินตนาการ): ลองหลับตาและจินตนาการว่าตัวเองกำลังประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ การเห็นภาพความสำเร็จจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เราอยากลงมือทำครับ
- Reward System (ระบบรางวัล): ให้รางวัลตัวเองเล็กๆ น้อยๆ เมื่อทำเป้าหมายระยะสั้นได้สำเร็จ เช่น เมื่อทำแบบฝึกหัดครบตามที่ตั้งใจไว้ อาจจะอนุญาตให้ตัวเองดูหนัง 1 ตอน หรือกินขนมอร่อยๆ การให้รางวัลจะช่วยให้เรามีกำลังใจที่จะทำต่อไปครับ
- Accountability Partner (คู่หูผู้รับผิดชอบ): หาเพื่อนหรือพี่น้องที่สามารถช่วยติดตามความคืบหน้าของเป้าหมาย และคอยให้กำลังใจซึ่งกันและกันได้ครับ
- Focus on Process, not just Outcome (ให้ความสำคัญกับกระบวนการ ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์): การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองระหว่างทางนั้นสำคัญไม่แพ้ผลลัพธ์สุดท้ายครับ สนุกไปกับการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ และเรียนรู้จากทุกความผิดพลาดครับ
- The Power of Small Steps (พลังของก้าวเล็กๆ): อย่าดูถูกพลังของการทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ การเรียนคณิตศาสตร์ 1 ชั่วโมงทุกวัน มีประสิทธิภาพกว่าการเรียน 10 ชั่วโมงรวดในวันเดียวนะครับ
- Handling Setbacks (รับมือกับความผิดพลาด): เมื่อเจออุปสรรคหรือทำเป้าหมายไม่สำเร็จ อย่าเพิ่งท้อแท้ครับ ให้เรียนรู้จากความผิดพลาด ปรับแผน และลองใหม่ครับ ครับน้องๆ
ตัวอย่างโจทย์คณิตศาสตร์และการเชื่อมโยงกับเป้าหมาย
สมมติว่าน้องๆ มีเป้าหมายระยะยาวคือ “เข้าใจแคลคูลัสขั้นสูงและสามารถประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ได้”
หนึ่งในเป้าหมายระยะสั้นที่สำคัญคือ “ทำความเข้าใจเรื่องการอินทิเกรตทีละส่วน (Integration by Parts) ให้ได้อย่างถ่องแท้”
พี่กฤษณ์จะแนะนำการแตกย่อยเป้าหมายระยะสั้นนี้เป็นขั้นตอนย่อยๆ ครับ:
- ทบทวนกฎการหาอนุพันธ์ของผลคูณ: น้องๆ ต้องจำได้ว่า ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการอินทิเกรตทีละส่วนครับ
- ทำความเข้าใจที่มาของสูตร: จากกฎอนุพันธ์ของผลคูณ เราสามารถจัดรูปใหม่เพื่อหาที่มาของสูตรการอินทิเกรตทีละส่วนได้คือ การเข้าใจที่มาจะช่วยให้จำสูตรได้แม่นยำขึ้นครับ
- ลองทำโจทย์พื้นฐาน: เลือกโจทย์ง่ายๆ ที่ใช้สูตรนี้โดยตรง เช่น หรือ ประมาณ 3-5 ข้อ เพื่อให้คุ้นเคยกับการเลือก u และ dv
- ลองทำโจทย์ประยุกต์: เมื่อคล่องโจทย์พื้นฐานแล้ว ลองทำโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น ต้องทำซ้ำหลายครั้ง หรือต้องมีการจัดรูปก่อน เช่น หรือ
- ทบทวนจุดที่ผิดพลาด: เมื่อทำโจทย์เสร็จ ให้ตรวจคำตอบและทำความเข้าใจว่าผิดพลาดตรงไหน เพื่อไม่ให้ทำผิดซ้ำอีกครับ
การแตกย่อยแบบนี้ทำให้น้องๆ เห็นภาพชัดเจนว่าต้องทำอะไรบ้าง และแต่ละขั้นตอนก็เป็นเป้าหมายระยะสั้นที่ทำสำเร็จได้ง่าย ทำให้ไม่รู้สึกท้อถอยกับการเรียนเรื่องที่ยากๆ ครับ
สรุปแนวคิดสำคัญ
น้องๆ จะเห็นนะครับว่าเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวมีความสำคัญไม่แพ้กัน เป้าหมายระยะยาวคือจุดหมายปลายทางที่สำคัญในชีวิตของเรา ส่วนเป้าหมายระยะสั้นคือบันไดแต่ละขั้นที่พาเราไปถึงจุดหมายนั้น การเริ่มต้นด้วยการกำหนดเป้าหมายระยะยาวจะช่วยให้เรามีทิศทางที่ชัดเจน จากนั้นจึงค่อยๆ แตกเป้าหมายระยะยาวออกเป็นเป้าหมายระยะสั้นที่ทำได้จริง และใช้หลักการ SMART Goals เข้ามาช่วยในการวางแผนครับ
จำไว้ว่า การเดินทางพันลี้ เริ่มต้นที่ก้าวแรกเสมอครับ ขอแค่น้องๆ เริ่มต้นวางแผน ตั้งเป้าหมายอย่างมีสติ และลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะวิชาคณิตศาสตร์ หรือเรื่องใดๆ ในชีวิต พี่กฤษณ์เชื่อว่าน้องๆ ทุกคนก็สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอนครับ
ถ้าหากน้องๆ คนไหนรู้สึกว่าการวางแผนการเรียนคณิตศาสตร์ยังเป็นเรื่องยาก หรือต้องการตัวช่วยในการทำความเข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อนให้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นไปจนถึงโจทย์ยากๆ สำหรับเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย พี่กฤษณ์ยินดีเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางของน้องๆ ทุกคนนะครับ สามารถดูรายละเอียดคอร์สเรียนของพี่กฤษณ์ได้เลยครับ เรามีทั้งคอร์สสด คอร์สออนไลน์ และการเรียนแบบตัวต่อตัว ที่จะช่วยให้น้องๆ ได้เรียนรู้ในแบบที่เหมาะสมที่สุดกับตัวเองครับ