Skip to content
Home » บทความ » วงรีกับวงโคจรในระบบสุริยะ

วงรีกับวงโคจรในระบบสุริยะ

วงรีคืออะไรกันแน่

ก่อนที่เราจะไปพูดถึงวงโคจร เรามาย้อนความรู้พื้นฐานเรื่องวงรีกันก่อนนะครับ วงรี (Ellipse) คือเซตของจุดทั้งหมดในระนาบ ซึ่งผลบวกของระยะทางจากจุดใดๆ ในเซตนั้นไปยังจุดตรึงสองจุดที่เรียกว่า จุดโฟกัส (foci) มีค่าคงที่เสมอครับ พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าน้องๆ มีเชือกเส้นหนึ่ง ผูกปลายเชือกไว้ที่หมุดสองตัว (ซึ่งคือจุดโฟกัส) แล้วเอาดินสอขึงเชือกให้ตึง แล้วลากไปรอบๆ รอยที่ได้ก็คือวงรีนั่นเองครับ

ส่วนประกอบสำคัญของวงรีที่เราควรรู้จักมีดังนี้ครับ

  • จุดศูนย์กลาง (Center): จุดกึ่งกลางของวงรี
  • แกนเอก (Major Axis): แกนที่ยาวที่สุดของวงรี ผ่านจุดศูนย์กลางและจุดโฟกัสทั้งสอง มีความยาว 2a2a โดย aa คือความยาวครึ่งแกนเอก
  • แกนโท (Minor Axis): แกนที่สั้นที่สุดของวงรี ผ่านจุดศูนย์กลางและตั้งฉากกับแกนเอก มีความยาว 2b2b โดย bb คือความยาวครึ่งแกนโท
  • จุดยอด (Vertices): จุดปลายของแกนเอก
  • จุดโฟกัส (Foci): จุดตรึงสองจุดที่ใช้ในการกำหนดวงรี ระยะห่างจากจุดศูนย์กลางถึงจุดโฟกัสแต่ละข้างคือ cc

ความสัมพันธ์ระหว่าง aa, bb, และ cc ที่สำคัญมากๆ คือ c2=a2b2c^2 = a^2 – b^2 ครับ

สมการมาตรฐานของวงรีที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ ((h,k)(h,k) มีสองรูปแบบหลักๆ คือ

  • วงรีแนวนอน (แกนเอกขนานกับแกน xx): (xh)2a2+(yk)2b2=1frac{(x-h)^2}{a^2} + frac{(y-k)^2}{b^2} = 1
  • วงรีแนวตั้ง (แกนเอกขนานกับแกน yy): (xh)2b2+(yk)2a2=1frac{(x-h)^2}{b^2} + frac{(y-k)^2}{a^2} = 1

สิ่งสำคัญที่น้องๆ ต้องจำคือ ค่า a2a^2 จะอยู่ใต้เทอมของตัวแปรที่เป็นแกนเอกเสมอครับ ไม่ว่าจะ xx หรือ yy ครับ

นอกจากนี้ ยังมีค่าที่เรียกว่า ความเยื้องศูนย์กลาง (Eccentricity) แทนด้วย ee ซึ่งบอกเราว่าวงรีนั้นมีความรีมากน้อยแค่ไหน โดย e=cae = frac{c}{a} และ <math data-latex="0 < e 0<e<10 < e < 1 ครับ

  • ถ้า ee มีค่าเข้าใกล้ 00 วงรีจะมีความรีน้อยลงเรื่อยๆ จนเกือบจะเป็นวงกลม (วงกลมคือวงรีที่มี e=0e=0 ซึ่งหมายความว่า c=0c=0 หรือจุดโฟกัสอยู่ตรงจุดศูนย์กลางเดียวกันนั่นเอง)
  • ถ้า ee มีค่าเข้าใกล้ 11 วงรีก็จะมีความรีมากขึ้นครับ

วงโคจรของดาวเคราะห์กับกฎเคปเลอร์

ที่นี้เรามาดูกันว่าวงรีมีความเกี่ยวข้องกับวงโคจรในระบบสุริยะของเราอย่างไร นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน โยฮันเนส เคปเลอร์ (Johannes Kepler) ได้ค้นพบกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ 3 ข้อ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่อธิบายการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์อย่างแม่นยำ กฎเหล่านี้เรียกว่า กฎของเคปเลอร์ (Kepler’s Laws) ครับ

กฎข้อที่ 1: กฎแห่งวงรี (Law of Ellipses)

กฎข้อแรกนี้สำคัญมากครับ เคปเลอร์กล่าวว่า “วงโคจรของดาวเคราะห์ทุกดวงเป็นรูปวงรี โดยมีดวงอาทิตย์อยู่ที่จุดโฟกัสจุดหนึ่งเสมอ” ครับ

น้องๆ ลองนึกภาพตามนะครับ ดวงอาทิตย์ของเราไม่ได้อยู่ตรงกลางของวงโคจรดาวเคราะห์เป๊ะๆ แต่จะอยู่ที่ “จุดโฟกัส” จุดใดจุดหนึ่งของวงรีนั้นๆ ซึ่งหมายความว่า ในระหว่างที่ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ ระยะห่างระหว่างดาวเคราะห์กับดวงอาทิตย์จะไม่คงที่ครับ บางช่วงก็จะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด เรียกว่า จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด (Perihelion) และบางช่วงก็จะอยู่ไกลดวงอาทิตย์มากที่สุด เรียกว่า จุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด (Aphelion)

ความยาวครึ่งแกนเอก aa ของวงโคจรวงรี มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดขนาดของวงโคจรนั้นๆ ครับ

กฎข้อที่ 2: กฎแห่งพื้นที่ (Law of Equal Areas)

กฎข้อนี้บอกว่า “เส้นที่ลากเชื่อมระหว่างดาวเคราะห์กับดวงอาทิตย์จะกวาดได้พื้นที่เท่ากันในเวลาที่เท่ากัน”

ฟังดูซับซ้อนใช่ไหมครับ? อธิบายง่ายๆ ก็คือ เมื่อดาวเคราะห์โคจรอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ (ช่วง Perihelion) มันจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงกว่า เพื่อที่จะกวาดพื้นที่ได้เท่าเดิมในเวลาที่เท่ากัน เมื่อเทียบกับช่วงที่มันอยู่ไกลดวงอาทิตย์ (ช่วง Aphelion) ซึ่งมันจะเคลื่อนที่ช้าลงครับ กฎข้อนี้สะท้อนถึงหลักการอนุรักษ์โมเมนตัมเชิงมุมในทางฟิสิกส์ครับ

กฎข้อที่ 3: กฎแห่งคาบ (Law of Harmonies)

กฎข้อสุดท้ายนี้เชื่อมโยงขนาดของวงโคจรกับระยะเวลาในการโคจรครับ “กำลังสองของคาบการโคจร (ระยะเวลาที่ดาวเคราะห์โคจรครบหนึ่งรอบ) ของดาวเคราะห์ใดๆ จะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับกำลังสามของความยาวครึ่งแกนเอกของวงโคจรนั้นๆ”

เขียนเป็นสมการคณิตศาสตร์ได้ว่า T2a3T^2 propto a^3 หรือเมื่อมีค่าคงที่ KK เข้ามาเกี่ยวข้อง จะได้เป็น T2a3=Kfrac{T^2}{a^3} = K ครับ

กฎข้อนี้ทำให้เราสามารถคำนวณคาบการโคจรของดาวเคราะห์ต่างๆ ได้ หากเรารู้ความยาวครึ่งแกนเอกของวงโคจร หรือในทางกลับกันครับ

ความเชื่อมโยงระหว่างคณิตศาสตร์และฟิสิกส์

สิ่งที่น่าทึ่งคือ กฎของเคปเลอร์ไม่ได้เป็นเพียงการสังเกตการณ์เท่านั้น แต่ภายหลัง เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton) ได้แสดงให้เห็นว่ากฎเหล่านี้สามารถอนุมานได้จาก กฎแรงโน้มถ่วงสากล (Newton’s Law of Universal Gravitation) ของเขาครับ นั่นคือแรงดึงดูดระหว่างมวลสองวัตถุใดๆ แปรผันตรงกับผลคูณของมวลทั้งสอง และแปรผกผันกับกำลังสองของระยะห่างระหว่างจุดศูนย์กลางของวัตถุทั้งสอง

นิวตันพิสูจน์ได้ว่าภายใต้แรงโน้มถ่วงแบบผกผันกำลังสอง (inverse-square law) วัตถุที่โคจรรอบวัตถุอื่น (เช่น ดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์) จะเคลื่อนที่ตามเส้นทางที่เป็นรูปทรงกรวย (conic section) ซึ่งอาจเป็นวงกลม วงรี พาราโบลา หรือไฮเพอร์โบลา และในกรณีของการโคจรแบบปิด (ไม่หลุดออกไปจากระบบ) ก็คือวงรีนั่นเองครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำโจทย์วงรีและวงโคจร

น้องๆ มักจะสับสนในหลายๆ จุดเมื่อต้องทำโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับวงรีและวงโคจรครับ พี่กฤษณ์รวบรวมข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมาให้ดูครับ

  • สลับค่า aa กับ bb: อย่าลืมนะครับว่า aa คือความยาวครึ่งแกนเอก ซึ่งยาวที่สุดเสมอ ดังนั้น a2a^2 จะเป็นตัวส่วนที่มีค่ามากที่สุดในสมการมาตรฐานครับ
  • ความสัมพันธ์ c2=a2b2c^2 = a^2 – b^2: บางคนอาจจำสลับเป็นบวก หรือสลับตำแหน่งตัวแปร ทำให้คำนวณค่า cc ผิดพลาด ซึ่งส่งผลต่อการหาจุดโฟกัสและความเยื้องศูนย์กลางครับ
  • การตีความความเยื้องศูนย์กลาง ee: น้องๆ ควรเข้าใจความหมายของ ee ว่ามันบอกความ “รี” ของวงรี วงรีที่รีมาก ee เข้าใกล้ 11 วงรีที่เกือบเป็นวงกลม ee เข้าใกล้ 00 ครับ ดาวเคราะห์ส่วนใหญ่ในระบบสุริยะของเรามีวงโคจรที่เกือบจะเป็นวงกลม (ค่า ee ต่ำ) ยกเว้นดาวพลูโต (ที่ตอนนี้ลดสถานะเป็นดาวเคราะห์แคระไปแล้ว) และดาวหางบางดวงที่มีวงโคจรเป็นวงรีที่รีมากๆ ครับ
  • การหาจุดโฟกัสเมื่อเป็นวงโคจร: อย่าลืมว่าจุดโฟกัสจุดหนึ่งคือตำแหน่งของดวงอาทิตย์ การที่โจทย์ถามหาตำแหน่งดาวเคราะห์ที่ใกล้หรือไกลดวงอาทิตย์ที่สุด นั่นคือการหาจุดยอดที่อยู่บนแกนเอก และคิดระยะทางจากจุดโฟกัสถึงจุดยอดนั้นๆ ครับ

ตัวอย่างโจทย์และการประยุกต์ใช้

ลองดูตัวอย่างง่ายๆ ครับ สมมติว่าโลกมีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี ซึ่งมีความยาวครึ่งแกนเอกประมาณ 1.496×1081.496 times 10^8 กิโลเมตร และมีความเยื้องศูนย์กลาง e0.0167e approx 0.0167 ครับ

จากข้อมูลนี้ เราสามารถหาได้ว่าดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางวงโคจรของโลกเท่าไหร่ โดยใช้สูตร c=aec=ae ครับ
c=(1.496×108 km)×0.0167c = (1.496 times 10^8 text{ km}) times 0.0167
c2.498×106 kmc approx 2.498 times 10^6 text{ km}

นี่แสดงให้เห็นว่าดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางของวงโคจรโลกประมาณ 2.5 ล้านกิโลเมตรครับ ซึ่งเมื่อเทียบกับระยะทางรวมแล้วถือว่าไม่มาก ทำให้วงโคจรของโลกดูเกือบเป็นวงกลมนั่นเองครับ

การประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่องวงรีและวงโคจรไม่ได้จำกัดอยู่แค่ดาวเคราะห์เท่านั้นนะครับ น้องๆ สามารถนำไปใช้กับ

  • วงโคจรของดาวเทียม: ดาวเทียมที่โคจรรอบโลกมักมีวงโคจรเป็นวงรี โดยโลกอยู่ที่จุดโฟกัสจุดหนึ่ง เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น ดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมสำรวจสภาพอากาศ
  • วงโคจรของยานอวกาศ: การเดินทางไปยังดวงจันทร์ หรือดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ยานอวกาศจะถูกส่งเข้าสู่วงโคจรแบบวงรีเพื่อใช้แรงโน้มถ่วงในการเร่งความเร็วหรือปรับเส้นทางครับ
  • ดาวหางและวัตถุในระบบสุริยะชั้นนอก: ดาวหางจำนวนมากมีวงโคจรเป็นวงรีที่มีความรีสูงมากๆ ทำให้มันปรากฏให้เห็นได้เป็นครั้งคราวเมื่อโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ครับ

สรุปแนวคิดสำคัญ

วงรีเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการอธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุในระบบสุริยะของเราครับ ด้วยกฎของเคปเลอร์ เราเข้าใจได้ว่าวงโคจรเป็นวงรี ดวงอาทิตย์อยู่ที่จุดโฟกัส และความเร็วในการโคจรเปลี่ยนแปลงไปตามระยะห่างจากดวงอาทิตย์ ความรู้เรื่องวงรี ทั้งส่วนประกอบ สมการ และความเยื้องศูนย์กลาง จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมโยงกับหลักฟิสิกส์เรื่องแรงโน้มถ่วงได้อย่างลงตัว การทำความเข้าใจความสัมพันธ์เหล่านี้ จะช่วยให้น้องๆ ไม่เพียงแต่ทำข้อสอบคณิตศาสตร์ได้ดีขึ้น แต่ยังเข้าใจโลกและจักรวาลที่เราอาศัยอยู่ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วยครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับน้องๆ พอจะมองเห็นภาพรวมของวงรีกับวงโคจรกันมากขึ้นแล้วใช่ไหมครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พี่กฤษณ์ชอบมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าคณิตศาสตร์ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขหรือสูตรที่อยู่บนกระดาษ แต่เป็นการอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติรอบตัวเราได้อย่างน่าทึ่งจริงๆ ครับ

หากน้องๆ ต้องการเจาะลึกเนื้อหาเรื่องวงรี กราฟภาคตัดกรวย หรือคณิตศาสตร์เรื่องอื่นๆ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ พร้อมเทคนิคการทำโจทย์แบบละเอียด พี่กฤษณ์ก็มีคอร์สเรียนคณิตศาสตร์สำหรับน้องๆ ทุกระดับเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สสด คอร์สออนไลน์ หรือจะเรียนแบบตัวต่อตัว ก็สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ในเว็บไซต์นี้เลยครับ พี่กฤษณ์พร้อมช่วยให้น้องๆ เก่งคณิตศาสตร์ไปด้วยกันครับ

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *