Skip to content
Home » บทความ » จำนวนเชิงซ้อนคืออะไร และทำไมต้องมี i ในโลกคณิตศาสตร์

จำนวนเชิงซ้อนคืออะไร และทำไมต้องมี i ในโลกคณิตศาสตร์

จำนวนเชิงซ้อนคืออะไร และทำไมต้องมี i ในโลกคณิตศาสตร์

ก่อนที่เราจะไปรู้จักกับจำนวนเชิงซ้อน เรามาย้อนกลับไปดูปัญหาพื้นฐานทางคณิตศาสตร์กันก่อนครับ ลองนึกถึงสมการง่ายๆ อย่างเช่น x 2 = 4 x^2 = 4 น้องๆ ทุกคนคงตอบได้ทันทีว่าค่า x คือ 2 2 หรือ 2 -2 ใช่ไหมครับ เพราะ 2 2 = 4 2^2 = 4 และ ( 2 ) 2 = 4 (-2)^2 = 4

แต่ถ้าพี่กฤษณ์ตั้งสมการใหม่เป็น x 2 = 1 x^2 = -1 ล่ะครับ? น้องๆ ลองคิดดูสิว่ามีจำนวนจริง (Real Number) ตัวไหนบ้างที่ยกกำลังสองแล้วได้ค่าเป็นลบ? ไม่ว่าจะเป็นจำนวนบวกเมื่อยกกำลังสองก็จะได้บวก จำนวนลบเมื่อยกกำลังสองก็จะได้บวก หรือแม้แต่ศูนย์ยกกำลังสองก็ได้ศูนย์ นั่นหมายความว่า ในระบบจำนวนจริงที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็กๆ เราไม่สามารถหาคำตอบของสมการ x 2 = 1 x^2 = -1 ได้เลยครับ นี่คือจุดเริ่มต้นของการถือกำเนิดของ ‘i’ หรือหน่วยจินตภาพ (Imaginary Unit) นั่นเองครับ

กำเนิดของ i หรือหน่วยจินตภาพ

เมื่อนักคณิตศาสตร์พบทางตันในการแก้สมการบางประเภท พวกเขาจึงเริ่มคิดค้นและขยายนิยามของ “จำนวน” ให้กว้างขึ้น เพื่อให้สามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ หรือแก้ปัญหาที่แต่เดิมไม่สามารถทำได้ หน่วยจินตภาพ ‘i’ จึงถูกนิยามขึ้นมาเพื่อให้เป็นคำตอบของสมการ x 2 = 1 x^2 = -1 โดยเฉพาะครับ

ดังนั้น เราจึงนิยามให้:
i = 1 i = sqrt{-1}
และจากนิยามนี้เอง เราจะได้ว่า:
i 2 = 1 i^2 = -1

นี่คือหัวใจสำคัญของจำนวนจินตภาพครับ น้องๆ ต้องจำให้ขึ้นใจเลยว่า i 2 = 1 i^2 = -1 เพราะนี่คือคุณสมบัติที่ทำให้ ‘i’ แตกต่างจากจำนวนจริงทุกตัวครับ

จำนวนเชิงซ้อนคืออะไร

เมื่อเรามี ‘i’ แล้ว เราก็สามารถสร้าง “จำนวนเชิงซ้อน” (Complex Number) ขึ้นมาได้ครับ จำนวนเชิงซ้อน คือ จำนวนที่ประกอบด้วยสองส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นจำนวนจริง (Real Part) และส่วนที่เป็นจำนวนจินตภาพ (Imaginary Part)

เราเขียนจำนวนเชิงซ้อนในรูปทั่วไปได้เป็น:
z = a + b i z = a + bi
โดยที่:

  • a คือ ส่วนที่เป็นจำนวนจริง (Real Part)
  • b คือ ส่วนที่เป็นจำนวนจริงที่อยู่หน้า i (Imaginary Part)
  • i คือ หน่วยจินตภาพ ( 1 sqrt{-1} )

ตัวอย่างเช่น 3 + 2 i 3+2i เป็นจำนวนเชิงซ้อนที่มีส่วนจริงคือ 3 3 และส่วนจินตภาพคือ 2 2 หรือ 5 + 7 i -5+7i ก็เป็นจำนวนเชิงซ้อนที่มีส่วนจริงคือ 5 -5 และส่วนจินตภาพคือ 7 7 ครับ

การดำเนินการของจำนวนเชิงซ้อน

เมื่อเรามีจำนวนชนิดใหม่แล้ว เราก็ต้องรู้วิธีการบวก ลบ คูณ หาร มันด้วยครับ หลักการก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ มันคล้ายกับการดำเนินการพหุนามเลย เพียงแค่ต้องระวัง i 2 = 1 i^2 = -1 ให้ดีครับ

การบวกและการลบ

หลักการคือให้นำส่วนจริงมาบวกหรือลบกับส่วนจริง และนำส่วนจินตภาพมาบวกหรือลบกับส่วนจินตภาพครับ

สมมติให้ z 1 = a 1 + b 1 i z_1 = a_1 + b_1i และ z 2 = a 2 + b 2 i z_2 = a_2 + b_2i
z 1 + z 2 = ( a 1 + a 2 ) + ( b 1 + b 2 ) i z_1 + z_2 = (a_1 + a_2) + (b_1 + b_2)i
z 1 z 2 = ( a 1 a 2 ) + ( b 1 b 2 ) i z_1 – z_2 = (a_1 – a_2) + (b_1 – b_2)i

ตัวอย่าง: ถ้า z 1 = 2 + 3 i z_1 = 2+3i และ z 2 = 1 5 i z_2 = 1-5i

z 1 + z 2 = ( 2 + 1 ) + ( 3 + ( 5 ) ) i = 3 2 i z_1 + z_2 = (2 + 1) + (3 + (-5))i = 3 – 2i

การคูณ

การคูณจำนวนเชิงซ้อนใช้วิธีคล้ายการคูณพหุนามปกติ หรือที่เรียกว่า “การคูณกระจาย” ครับ แต่จำไว้เสมอว่าถ้าเจอ i 2 i^2 ให้เปลี่ยนเป็น 1 -1 ทันทีครับ

ตัวอย่าง: ( 2 + 3 i ) ( 1 5 i ) (2+3i)(1-5i)

= ( 2 ) ( 1 ) + ( 2 ) ( 5 i ) + ( 3 i ) ( 1 ) + ( 3 i ) ( 5 i ) = (2)(1) + (2)(-5i) + (3i)(1) + (3i)(-5i)
= 2 10 i + 3 i 15 i 2 = 2 – 10i + 3i – 15i^2

แทน i 2 i^2 ด้วย 1 -1

= 2 7 i 15 ( 1 ) = 2 – 7i – 15(-1)
= 2 7 i + 15 = 2 – 7i + 15
= 17 7 i = 17 – 7i

การหารและการสังยุค (Conjugate)

การหารจำนวนเชิงซ้อนมีความซับซ้อนกว่าการบวก ลบ คูณเล็กน้อยครับ เราไม่สามารถมี ‘i’ อยู่ในตัวส่วนได้ครับ ดังนั้นเราต้องใช้เทคนิคที่เรียกว่า “การคูณด้วยสังยุค” (Complex Conjugate)

สังยุคของจำนวนเชิงซ้อน z = a + b i z = a + bi คือ z * = a b i z^* = a – bi (หรือบางทีก็ใช้สัญลักษณ์ z ¯ bar{z} ครับ)
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเราคูณจำนวนเชิงซ้อนกับสังยุคของมัน เราจะได้ผลลัพธ์ที่เป็นจำนวนจริงเสมอครับ:
z z * = ( a + b i ) ( a b i ) = a 2 ( b i ) 2 = a 2 b 2 i 2 = a 2 b 2 ( 1 ) = a 2 + b 2 z cdot z^* = (a + bi)(a – bi) = a^2 – (bi)^2 = a^2 – b^2i^2 = a^2 – b^2(-1) = a^2 + b^2
นี่คือหลักการที่เราใช้ในการหารครับ คือการคูณทั้งตัวเศษและตัวส่วนด้วยสังยุคของตัวส่วนครับ

ตัวอย่าง: หาค่าของ 2 + 3 i 1 2 i frac{2+3i}{1-2i}

สังยุคของ 1 2 i 1-2i คือ 1 + 2 i 1+2i ครับ
= 2 + 3 i 1 2 i 1 + 2 i 1 + 2 i = frac{2+3i}{1-2i} cdot frac{1+2i}{1+2i}
= ( 2 + 3 i ) ( 1 + 2 i ) ( 1 2 i ) ( 1 + 2 i ) = frac{(2+3i)(1+2i)}{(1-2i)(1+2i)}

คูณตัวเศษ:

( 2 + 3 i ) ( 1 + 2 i ) = 2 + 4 i + 3 i + 6 i 2 = 2 + 7 i + 6 ( 1 ) = 2 + 7 i 6 = 4 + 7 i (2+3i)(1+2i) = 2 + 4i + 3i + 6i^2 = 2 + 7i + 6(-1) = 2 + 7i – 6 = -4 + 7i

คูณตัวส่วน:

( 1 2 i ) ( 1 + 2 i ) = 1 2 ( 2 i ) 2 = 1 4 i 2 = 1 4 ( 1 ) = 1 + 4 = 5 (1-2i)(1+2i) = 1^2 – (2i)^2 = 1 – 4i^2 = 1 – 4(-1) = 1 + 4 = 5

ดังนั้น:

= 4 + 7 i 5 = 4 5 + 7 5 i = frac{-4+7i}{5} = -frac{4}{5} + frac{7}{5}i

การแทนจำนวนเชิงซ้อนในระนาบเชิงซ้อน (Argand Diagram)

น้องๆ อาจจะสงสัยว่า แล้วจำนวนเชิงซ้อนมันอยู่ตรงไหนบนเส้นจำนวน? คำตอบคือมันไม่ได้อยู่บนเส้นจำนวนจริงเส้นเดียวครับ แต่มันอยู่บนระนาบสองมิติที่เรียกว่า “ระนาบเชิงซ้อน” หรือ Argand Diagram ครับ
ระนาบเชิงซ้อนมีแกนสองแกน:

  • แกนจริง (Real Axis): คือแกนนอน แทนส่วนที่เป็นจำนวนจริง (a)
  • แกนจินตภาพ (Imaginary Axis): คือแกนตั้ง แทนส่วนที่เป็นจำนวนจินตภาพ (b)

ดังนั้น จำนวนเชิงซ้อน z = a + b i z = a + bi จึงสามารถแทนด้วยจุด ( a , b ) (a, b) บนระนาบนี้ได้ครับ ทำให้เรามองเห็นและเข้าใจจำนวนเชิงซ้อนในเชิงเรขาคณิตได้ ซึ่งมีประโยชน์มากในการแก้ปัญหาหลายๆ อย่างครับ

นอกจากนี้ การแทนในระนาบเชิงซ้อนยังทำให้เราสามารถหา “ขนาด” หรือ “มอดูลัส” (Modulus) ของจำนวนเชิงซ้อนได้ โดยใช้ทฤษฎีบทพีทาโกรัสครับ
ถ้า z = a + b i z = a + bi แล้ว มอดูลัสของ z เขียนแทนด้วย | z | |z| โดยที่:
| z | = a 2 + b 2 |z| = sqrt{a^2 + b^2}
นี่คือระยะห่างจากจุดกำเนิด ( 0 , 0 ) (0,0) ไปยังจุด ( a , b ) (a,b) บนระนาบเชิงซ้อนนั่นเองครับ

ทำไมต้องมีจำนวนเชิงซ้อน? การประยุกต์ใช้ในโลกจริง

ตอนนี้เรารู้จัก ‘i’ และจำนวนเชิงซ้อนกันไปบ้างแล้ว น้องๆ อาจจะยังสงสัยว่า “แล้วมันมีประโยชน์อะไรในชีวิตจริงล่ะครับ?” พี่กฤษณ์บอกเลยว่ามีประโยชน์มากครับ ถึงแม้จะไม่ได้เห็นในชีวิตประจำวันอย่างชัดเจนเหมือนจำนวนนับ แต่มันเป็นเครื่องมือสำคัญในหลายๆ สาขาทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เลยทีเดียวครับ

  • วิศวกรรมไฟฟ้า (Electrical Engineering): ในวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ (AC circuits) การวิเคราะห์ความต้านทาน (impedance) ของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ตัวเก็บประจุ (capacitors) และตัวเหนี่ยวนำ (inductors) จำเป็นต้องใช้จำนวนเชิงซ้อนในการคำนวณครับ เพราะกระแสและแรงดันไฟฟ้าในวงจร AC มีทั้งขนาดและเฟส (มุม) ซึ่งจำนวนเชิงซ้อนสามารถแทนคุณสมบัติทั้งสองนี้ได้อย่างลงตัว ทำให้การคำนวณง่ายขึ้นมากครับ
  • ฟิสิกส์ (Physics): โดยเฉพาะในสาขาควอนตัมฟิสิกส์ (Quantum Mechanics) ซึ่งศึกษาพฤติกรรมของอนุภาคระดับอะตอมและ subatomic จำนวนเชิงซ้อนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการอธิบายคลื่นควอนตัม (wave functions) และปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นครับ
  • การประมวลผลสัญญาณ (Signal Processing): ในการวิเคราะห์สัญญาณเสียง ภาพ หรือข้อมูลอื่นๆ จำนวนเชิงซ้อนช่วยให้เราสามารถแปลงสัญญาณจากโดเมนเวลา (time domain) ไปยังโดเมนความถี่ (frequency domain) ได้ง่ายขึ้น เช่น ใน Fourier Transform ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายครับ
  • พลศาสตร์ของไหล (Fluid Dynamics) และ กลศาสตร์ของไหล (Aerodynamics): ใช้จำนวนเชิงซ้อนในการวิเคราะห์และสร้างแบบจำลองการไหลของของเหลวและอากาศรอบๆ วัตถุต่างๆ เช่น ปีกเครื่องบินครับ
  • การแก้สมการพหุนาม: ทฤษฎีบทหลักมูลของพีชคณิต (Fundamental Theorem of Algebra) กล่าวว่า สมการพหุนามทุกสมการที่มีสัมประสิทธิ์เป็นจำนวนจริงหรือเชิงซ้อน จะมีราก (คำตอบ) อย่างน้อยหนึ่งรากเป็นจำนวนเชิงซ้อนเสมอครับ และเมื่อนับรวมความซ้ำของรากด้วยแล้ว จะมีรากเป็นจำนวนเชิงซ้อนเท่ากับดีกรีของพหุนามเลยทีเดียว นี่คือเหตุผลที่ทำให้ระบบจำนวนเชิงซ้อนเป็นระบบที่ “สมบูรณ์” ในการแก้สมการพหุนามครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและเทคนิคทำข้อสอบ

น้องๆ ที่กำลังศึกษาเรื่องจำนวนเชิงซ้อน มักจะเจอข้อผิดพลาดเหล่านี้บ่อยๆ ครับ:

  • ลืมเปลี่ยน i 2 i^2 เป็น 1 -1 : ข้อนี้สำคัญที่สุดและเป็นต้นตอของข้อผิดพลาดอื่นๆ เลยครับ จำให้แม่นยำเสมอครับ
  • ผิดพลาดเรื่องเครื่องหมายในการคูณและการหาร: โดยเฉพาะเมื่อมีการกระจายพจน์หรือคูณด้วยสังยุค ต้องรอบคอบกับเครื่องหมายบวกและลบเป็นพิเศษครับ
  • ไม่เข้าใจแนวคิดเรื่องสังยุค: หลายคนอาจจะจำได้แค่ว่าต้องเปลี่ยนเครื่องหมายหน้า i แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้ หรือใช้เมื่อไหร่ (ส่วนใหญ่คือตอนหารครับ)
  • สับสนระหว่างส่วนจริงและส่วนจินตภาพ: ในการบวก/ลบ หรือการแยกส่วนจริง/ส่วนจินตภาพ น้องๆ ต้องระบุให้ถูกต้องครับ

เทคนิคทำข้อสอบสำหรับเรื่องจำนวนเชิงซ้อนคือ:

  • ฝึกทำโจทย์บ่อยๆ: ยิ่งทำเยอะ ยิ่งคุ้นเคยกับการใช้ i 2 = 1 i^2 = -1 และการคำนวณแต่ละแบบครับ
  • เน้นความรอบคอบ: เขียนขั้นตอนการคำนวณให้ละเอียด และตรวจสอบเครื่องหมายทุกครั้ง
  • ทำความเข้าใจแนวคิดพื้นฐาน: ถ้าเข้าใจว่าทำไมต้องมี i ทำไมต้องมีจำนวนเชิงซ้อน จะช่วยให้เราจดจำคุณสมบัติและวิธีการคำนวณได้ง่ายขึ้นครับ

สรุปแนวคิดสำคัญ

จำนวนเชิงซ้อนคือการขยายระบบจำนวนให้ครอบคลุมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยการแนะนำหน่วยจินตภาพ i i ซึ่งมีคุณสมบัติที่ i 2 = 1 i^2 = -1 ทำให้เราสามารถหาคำตอบของสมการที่ไม่มีคำตอบในระบบจำนวนจริงได้ จำนวนเชิงซ้อนไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดนามธรรม แต่เป็นเครื่องมือที่มีพลังและใช้งานได้จริงในหลายๆ สาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ครับ การเข้าใจจำนวนเชิงซ้อนจึงเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้กับน้องๆ ในการทำความเข้าใจคณิตศาสตร์และโลกใบนี้ครับ

เป็นยังไงกันบ้างครับน้องๆ พอจะเข้าใจเรื่องจำนวนเชิงซ้อนและเจ้า i กันมากขึ้นแล้วใช่ไหมครับ เรื่องนี้อาจจะดูใหม่และแตกต่างจากจำนวนที่เราเคยเรียนมา แต่ถ้าเราเข้าใจหลักการพื้นฐานและฝึกฝนบ่อยๆ ก็จะสนุกและทำความเข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็นเลยครับ

ถ้าน้องๆ อยากเจาะลึกเรื่องจำนวนเชิงซ้อน หรือเรื่องคณิตศาสตร์อื่นๆ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นแคลคูลัส ตรีโกณมิติ หรือเนื้อหาสำหรับสอบเข้ามหาวิทยาลัย พี่กฤษณ์ก็มีคอร์สดีๆ เตรียมไว้ให้น้องๆ ได้เลือกเรียนครับ ทั้งคอร์สสดที่ได้มาเจอพี่กฤษณ์และเพื่อนๆ คอร์สออนไลน์ที่สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือแม้แต่คอร์สตัวต่อตัวสำหรับน้องๆ ที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ น้องๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์นี้เลยครับ พี่กฤษณ์ยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้น้องๆ เก่งคณิตศาสตร์และสนุกไปกับการเรียนรู้ครับ

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *