Skip to content
Home » บทความ » Discriminant คืออะไร และดูอย่างไรว่า สมการกำลังสองมีรากจริงกี่คำตอบ

Discriminant คืออะไร และดูอย่างไรว่า สมการกำลังสองมีรากจริงกี่คำตอบ

Discriminant: หัวใจสำคัญของสมการกำลังสอง

ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับ Discriminant พี่กฤษณ์ขอทบทวนเรื่องสมการกำลังสองกันก่อนนะครับ สมการกำลังสองเป็นสมการพหุนามที่มีดีกรีสูงสุดเป็นสอง โดยมีรูปแบบทั่วไปคือ a x 2 + b x + c = 0 ax^2 + bx + c = 0 โดยที่ a , b , c เป็นค่าคงที่ และที่สำคัญคือ a 0 a neq 0 การหาคำตอบของสมการกำลังสองก็คือการหาค่า x x ที่ทำให้สมการเป็นจริงนั่นเองครับ

ทำความรู้จักกับสูตรการหาคำตอบของสมการกำลังสอง (Quadratic Formula)

น้องๆ อาจจะคุ้นเคยกับสูตรการหาคำตอบของสมการกำลังสองมาบ้างแล้วนะครับ สูตรนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้สมการกำลังสองเลยก็ว่าได้ หน้าตาของมันคือ

x = b ± b 2 4 a c 2 a x = frac{-b pm sqrt{b^2 – 4ac}}{2a}

จากสูตรนี้ น้องๆ จะเห็นว่ามีส่วนประกอบสำคัญหลายอย่าง แต่สิ่งที่เราจะโฟกัสเป็นพิเศษในวันนี้ก็คือพจน์ที่อยู่ภายใต้เครื่องหมายรากที่สอง (square root) นั่นคือ b 2 4 a c b^2 – 4ac นี่แหละครับ คือพระเอกของเราที่ชื่อว่า Discriminant

Discriminant (ตัวบ่งชี้): แก่นแท้ของรากสมการ

เรานิยมใช้สัญลักษณ์ Δ Δ (เดลต้า ตัวพิมพ์ใหญ่) แทน Discriminant ครับ ดังนั้นเราจะได้ว่า

Δ = b 2 4 a c Delta = b^2 – 4ac

ทำไมเจ้า Discriminant ถึงสำคัญนัก? ก็เพราะว่าค่าของ Δ Δ นี้เป็นตัวกำหนด “ชนิด” และ “จำนวน” ของรากของสมการกำลังสองนั่นเองครับ พูดง่ายๆ คือมันจะบอกเราว่าสมการของเรามีคำตอบเป็นจำนวนจริงกี่คำตอบ โดยที่เราไม่ต้องลงมือแก้สมการเต็มรูปแบบ ลองนึกดูนะครับ ถ้าเราต้องการแค่รู้ว่าคำตอบเป็นจำนวนจริงหรือไม่กี่คำตอบ การคำนวณแค่ Δ Δ ก็ประหยัดเวลาไปได้เยอะเลยทีเดียว

ดูอย่างไรว่าสมการกำลังสองมีรากจริงกี่คำตอบ?

น้องๆ ครับ ค่าของ Discriminant Δ Δ แบ่งออกได้เป็น 3 กรณีหลักๆ ซึ่งแต่ละกรณีจะบอกจำนวนรากจริงของสมการได้ชัดเจน ดังนี้ครับ

กรณีที่ 1: 0″> Δ > 0 Delta > 0 (Discriminant มีค่ามากกว่าศูนย์)

ในกรณีนี้ สมการกำลังสองจะมี รากจริง 2 คำตอบที่แตกต่างกัน ครับ

เหตุผลก็คือ ถ้า Δ Δ เป็นจำนวนบวก นั่นหมายความว่า Δ sqrt{Delta} จะเป็นจำนวนจริงที่มีค่าเป็นบวกที่ไม่ใช่ศูนย์ เมื่อนำไปแทนในสูตร x = b ± Δ 2 a x = frac{-b pm sqrt{Delta}}{2a} เราจะได้ค่า x x ออกมาสองค่าที่ต่างกัน เพราะมีการบวกและลบด้วย Δ sqrt{Delta} นั่นเองครับ

ตัวอย่างที่ 1: พิจารณาสมการ x 2 5 x + 6 = 0 x^2 – 5x + 6 = 0

  • จากสมการนี้ เราจะได้ a = 1 a = 1 , b = 5 b = -5 , และ c = 6 c = 6
  • คำนวณค่า Δ Δ :
    Δ = b 2 4 a c = ( 5 ) 2 4 ( 1 ) ( 6 ) = 25 24 = 1 Delta = b^2 – 4ac = (-5)^2 – 4(1)(6) = 25 – 24 = 1
  • เนื่องจาก Δ = 1 Δ = 1 ซึ่งเป็นค่าที่มากกว่าศูนย์ ( 0″> Δ > 0 Delta > 0 ) ดังนั้น สมการนี้จึงมี รากจริง 2 คำตอบที่แตกต่างกัน (คือ x = 2 x=2 และ x = 3 x=3 นั่นเองครับ)

กรณีที่ 2: Δ = 0 Delta = 0 (Discriminant มีค่าเท่ากับศูนย์)

ในกรณีนี้ สมการกำลังสองจะมี รากจริง 1 คำตอบ หรือ รากจริงซ้ำกัน 2 คำตอบ ครับ

ถ้า Δ = 0 Δ = 0 นั่นหมายความว่า Δ = 0 = 0 sqrt{Delta} = sqrt{0} = 0 เมื่อนำไปแทนในสูตร x = b ± 0 2 a x = frac{-b pm 0}{2a} เราจะได้ค่า x x เพียงค่าเดียวคือ x = b 2 a x = frac{-b}{2a} ครับ นี่คือที่มาของคำว่า “รากซ้ำ” นั่นเอง

ตัวอย่างที่ 2: พิจารณาสมการ x 2 6 x + 9 = 0 x^2 – 6x + 9 = 0

  • จากสมการนี้ เราจะได้ a = 1 a = 1 , b = 6 b = -6 , และ c = 9 c = 9
  • คำนวณค่า Δ Δ :
    Δ = b 2 4 a c = ( 6 ) 2 4 ( 1 ) ( 9 ) = 36 36 = 0 Delta = b^2 – 4ac = (-6)^2 – 4(1)(9) = 36 – 36 = 0
  • เนื่องจาก Δ = 0 Δ = 0 ดังนั้น สมการนี้จึงมี รากจริง 1 คำตอบ (หรือรากจริงซ้ำกัน 2 คำตอบ) คือ x = 3 x=3 ครับ (เพราะ ( x 3 ) 2 = 0 (x-3)^2 = 0 )

กรณีที่ 3: <math data-latex="Delta Δ < 0 Delta < 0 (Discriminant มีค่าน้อยกว่าศูนย์)

ในกรณีนี้ สมการกำลังสองจะ ไม่มีรากจริง ครับ

ถ้า Δ Δ เป็นจำนวนลบ นั่นหมายความว่าเราจะต้องหาค่ารากที่สองของจำนวนลบ ซึ่งในระบบจำนวนจริงนั้น จำนวนลบ sqrt{text{จำนวนลบ}} ไม่สามารถหาค่าได้ (ผลลัพธ์จะเป็นจำนวนเชิงซ้อน) ดังนั้น เมื่อไม่มีค่า Δ sqrt{Delta} ที่เป็นจำนวนจริง สมการกำลังสองจึงไม่มีรากจริงนั่นเองครับ

ตัวอย่างที่ 3: พิจารณาสมการ x 2 + 2 x + 5 = 0 x^2 + 2x + 5 = 0

  • จากสมการนี้ เราจะได้ a = 1 a = 1 , b = 2 b = 2 , และ c = 5 c = 5
  • คำนวณค่า Δ Δ :
    Δ = b 2 4 a c = ( 2 ) 2 4 ( 1 ) ( 5 ) = 4 20 = 16 Delta = b^2 – 4ac = (2)^2 – 4(1)(5) = 4 – 20 = -16
  • เนื่องจาก Δ = 16 Δ = -16 ซึ่งเป็นค่าน้อยกว่าศูนย์ (<math data-latex="Delta Δ < 0 Delta < 0 ) ดังนั้น สมการนี้จึง ไม่มีรากจริง ครับ

ประโยชน์และการประยุกต์ใช้ของ Discriminant

น้องๆ อาจสงสัยว่าแค่รู้จำนวนรากจริงมันมีประโยชน์อะไรบ้าง พี่กฤษณ์บอกเลยว่ามีประโยชน์มากในหลายสถานการณ์เลยครับ

  • ประหยัดเวลา: ในข้อสอบบางประเภท เพียงแค่น้องๆ รู้ว่าสมการมีรากจริงกี่คำตอบก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องแก้สมการหาค่า x x ออกมาทั้งหมด การคำนวณ Δ Δ จึงรวดเร็วกว่ามาก
  • วิเคราะห์กราฟพาราโบลา: กราฟของสมการกำลังสองคือพาราโบลาครับ
    • ถ้า 0″> Δ > 0 Delta > 0 กราฟพาราโบลาจะตัดแกน x x ที่สองจุดที่แตกต่างกัน
    • ถ้า Δ = 0 Delta = 0 กราฟพาราโบลาจะสัมผัสแกน x x เพียงจุดเดียว
    • ถ้า <math data-latex="Delta Δ < 0 Delta < 0 กราฟพาราโบลาจะไม่ตัดแกน x x เลย

    ความรู้ตรงนี้สำคัญมากในการวิเคราะห์ลักษณะของฟังก์ชันและกราฟครับ

  • การแก้ปัญหาในโจทย์ประยุกต์: ในบางสถานการณ์ เราอาจต้องสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ออกมาเป็นสมการกำลังสอง และโจทย์อาจจะถามว่าภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง ปัญหานั้นมีทางออกที่เป็นจริงหรือไม่ การใช้ Discriminant ช่วยตัดสินใจได้ทันทีครับ
  • ตรวจสอบการแยกตัวประกอบ: ถ้า Δ Δ เป็นจำนวนเต็มบวกที่เป็นกำลังสองสมบูรณ์ (เช่น 1, 4, 9, 16…) แสดงว่าสมการนั้นสามารถแยกตัวประกอบได้ด้วยจำนวนตรรกยะ ซึ่งจะช่วยให้เราแก้สมการได้ง่ายขึ้นโดยการแยกตัวประกอบครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ Discriminant

แม้ว่า Discriminant จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ก็มีข้อผิดพลาดบางอย่างที่น้องๆ มักจะทำกันบ่อยๆ นะครับ

  • การระบุค่า a , b , c a, b, c ผิด: ต้องแน่ใจว่าสมการอยู่ในรูป a x 2 + b x + c = 0 ax^2 + bx + c = 0 ก่อนเสมอ และระบุเครื่องหมายของ a , b , c a, b, c ให้ถูกต้อง เช่น ถ้าเป็น x 2 3 x + 2 = 0 x^2 – 3x + 2 = 0 ค่า b b จะเป็น 3 -3 ไม่ใช่ 3 3
  • การคำนวณ b 2 b^2 ผิดพลาด: โดยเฉพาะเมื่อ b b เป็นจำนวนลบ น้องๆ ต้องจำไว้ว่า ( b ) 2 = b 2 (-b)^2 = b^2 เสมอ เพราะการยกกำลังสองทำให้จำนวนลบกลายเป็นบวก เช่น ( 5 ) 2 = 25 (-5)^2 = 25 ไม่ใช่ 25 -25
  • เครื่องหมายใน 4 a c -4ac : ระวังการคูณ 4 ac -4ac โดยเฉพาะเมื่อ a a หรือ c c มีค่าเป็นลบ เช่น ถ้า a = 1 , c = 2 a=1, c=-2 จะได้ 4 ac = 4 ( 1 ) ( 2 ) = 8 -4ac = -4(1)(-2) = 8 ไม่ใช่ 8 -8
  • ตีความผลลัพธ์ผิด: บางครั้งน้องๆ คำนวณ Δ Δ ถูกต้องแล้ว แต่ตีความผิดพลาด เช่น สับสนระหว่าง 0″> Δ > 0 Delta > 0 กับ <math data-latex="Delta Δ < 0 Delta < 0 ควรทบทวน 3 กรณีนี้ให้แม่นยำครับ

เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ จากพี่กฤษณ์

เพื่อให้น้องๆ ใช้ Discriminant ได้อย่างคล่องแคล่ว พี่กฤษณ์มีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ มาฝากครับ

  • จัดรูปสมการเสมอ: ก่อนจะเริ่มหาค่า a , b , c a, b, c ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสมการอยู่ในรูปแบบมาตรฐาน a x 2 + b x + c = 0 ax^2 + bx + c = 0 แล้ว หากยังไม่อยู่ในรูปนี้ ให้ย้ายข้างสมการให้เรียบร้อยก่อนนะครับ
  • ตรวจสอบเครื่องหมาย: ค่า a , b , c a, b, c แต่ละตัวรวมเครื่องหมายด้านหน้าไปด้วยเสมอครับ
  • ฝึกฝนบ่อยๆ: ยิ่งทำโจทย์เยอะ ยิ่งเข้าใจและผิดพลาดน้อยลงครับ

สรุปอีกครั้งนะครับ Discriminant หรือ Δ = b 2 4 a c Delta = b^2 – 4ac คือตัวบ่งชี้สำคัญที่ทำให้เราทราบจำนวนรากจริงของสมการกำลังสองได้ทันทีครับ

  • ถ้า 0″> Δ > 0 Delta > 0 มี รากจริง 2 คำตอบที่แตกต่างกัน
  • ถ้า Δ = 0 Delta = 0 มี รากจริง 1 คำตอบ (หรือรากซ้ำกัน 2 คำตอบ)
  • ถ้า <math data-latex="Delta Δ < 0 Delta < 0 ไม่มีรากจริง (แต่มีรากเชิงซ้อน 2 คำตอบ)

หวังว่าบทความนี้จะทำให้น้องๆ เข้าใจเรื่อง Discriminant มากขึ้นนะครับ และเห็นประโยชน์ของการใช้มันในการวิเคราะห์สมการกำลังสอง พี่กฤษณ์เชื่อว่าน้องๆ ทุกคนทำได้แน่นอนครับ! ถ้าใครสนใจอยากเจาะลึกเนื้อหาคณิตศาสตร์ ม.ปลาย หรือกำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย สามารถมาเรียนกับพี่กฤษณ์ได้นะครับ มีทั้งคอร์สสด คอร์สออนไลน์ และคอร์สตัวต่อตัว เพื่อให้น้องๆ เลือกรูปแบบการเรียนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเอง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในเว็บไซต์นี้ได้เลยครับ

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *