Skip to content
Home » บทความ » เรียนไปเพื่ออะไร ค้นหาความหมายของการเรียนในมุมที่ไม่กดดันตัวเอง

เรียนไปเพื่ออะไร ค้นหาความหมายของการเรียนในมุมที่ไม่กดดันตัวเอง

เรียนไปเพื่ออะไร ค้นหาความหมายของการเรียนในมุมที่ไม่กดดันตัวเอง

น้องๆ เคยไหมครับที่ต้องท่องจำสูตรคณิตศาสตร์เป็นสิบๆ สูตร หรืออ่านหนังสือวิชาวิทยาศาสตร์หน้าแล้วหน้าเล่าเพื่อไปสอบ แล้วพอสอบเสร็จก็เหมือนสมองโล่งทุกอย่างหายไปหมด นั่นอาจจะเป็นเพราะเรากำลังมองว่าการเรียนเป็นเพียงเป้าหมายปลายทางคือ ‘การสอบให้ผ่าน’ หรือ ‘การได้คะแนนดีๆ’ เพียงอย่างเดียว ซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้เท่านั้นครับ

การเรียนรู้ที่แท้จริงคือการพัฒนาตัวเอง คือการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น และคือการสร้างเครื่องมือที่จะใช้ในการดำเนินชีวิตและแก้ไขปัญหาต่างๆ ครับ ลองคิดดูนะครับว่าในแต่ละวันเราเจอเรื่องที่ไม่รู้กี่เรื่อง ถ้าเราไม่มีพื้นฐานความรู้เลย ชีวิตเราจะเป็นยังไง? การเรียนจึงไม่ใช่แค่การท่องจำ แต่มันคือการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา ทำให้เรามีเหตุผล มีตรรกะ และมีวิจารณญาณในการตัดสินใจสิ่งต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นครับ

การเรียนคือการปลดล็อกความอยากรู้อยากเห็น

มนุษย์เรามีความอยากรู้อยากเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ จริงไหมครับ? ทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีฟ้า? ทำไมแอปเปิลถึงตกลงพื้น? ทำไมน้ำถึงแข็งตัวเมื่ออากาศเย็น? คำถามเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ และการเรียนก็คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราหาคำตอบเหล่านั้นได้ครับ เมื่อเราเข้าใจอะไรบางอย่าง มันจะรู้สึกเหมือนได้ปลดล็อกความลับบางอย่าง และนั่นคือความสุขที่แท้จริงของการเรียนรู้ครับ

สำหรับพี่กฤษณ์ในฐานะติวเตอร์คณิตศาสตร์ พี่มักจะบอกน้องๆ เสมอว่าคณิตศาสตร์ไม่ใช่แค่วิชาที่เราต้องคำนวณเลขให้ถูกอย่างเดียว แต่มันคือภาษาที่เราใช้ทำความเข้าใจโลกใบนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการคำนวณเงินทอน ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างการสร้างตึกระฟ้า หรือการส่งจรวดออกไปนอกโลก ทุกอย่างล้วนใช้คณิตศาสตร์เป็นรากฐานทั้งนั้นครับ

ลองดูตัวอย่างง่ายๆ ที่เราเจอในชีวิตประจำวันนะครับ

* การคำนวณส่วนลดสินค้า: เวลาเราไปซื้อของแล้วมีป้ายบอกว่าลด 20% เราก็ต้องใช้ความรู้เรื่องร้อยละเข้ามาช่วยคำนวณ เพื่อให้รู้ว่าเราประหยัดไปเท่าไหร่และต้องจ่ายเท่าไหร่ครับ
ส่วนลด = ราคาเต็ม × เปอร์เซ็นต์ส่วนลด 100 text{ส่วนลด} = text{ราคาเต็ม} times frac{text{เปอร์เซ็นต์ส่วนลด}}{100}
สมมติราคาเต็ม 500 บาท ลด 20% น้องๆ ก็จะคำนวณได้ว่าประหยัดไป
500 × 20 100 = 100 500 times frac{20}{100} = 100 บาท และจ่ายจริง 400 บาทครับ

* การบริหารจัดการเวลาหรือเงิน: สมมติเรามีเงิน X X บาท ต้องแบ่งใช้ค่าอาหาร Y Y บาท ค่าเดินทาง Z Z บาท แล้วเหลือเท่าไหร่ นี่ก็คือการประยุกต์ใช้สมการง่ายๆ
เงินคงเหลือ = X Y Z text{เงินคงเหลือ} = X – Y – Z
เพื่อช่วยในการตัดสินใจและวางแผนชีวิตครับ

* การทำความเข้าใจข้อมูลข่าวสาร: เวลาเราดูข่าวหรืออ่านบทความที่มีสถิติต่างๆ เช่น “คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ 70%” เราก็จะใช้ความรู้เรื่องสถิติมาช่วยวิเคราะห์ได้ว่าข้อมูลนี้มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน มีกลุ่มตัวอย่างใหญ่พอไหม สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่ถูกหลอกง่ายๆ และมีวิจารณญาณในการรับข้อมูลมากขึ้นครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเรียนรู้

บางครั้งการเรียนก็อาจจะกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหรือน่าท้อใจได้ ถ้าเราไปติดกับดักบางอย่างครับ พี่กฤษณ์เห็นน้องๆ หลายคนเจอสิ่งเหล่านี้บ่อยๆ เลยอยากจะมาเตือนและชวนให้เราหลีกเลี่ยงกันครับ

  • เรียนเพื่อสอบอย่างเดียว: เมื่อเราเรียนโดยมีเป้าหมายแค่การสอบให้ได้คะแนนดีๆ หลังสอบเราก็จะลืมสิ่งที่เรียนไปอย่างรวดเร็ว เพราะเราไม่ได้พยายามทำความเข้าใจแก่นแท้ของมันครับ การเรียนรู้แบบผิวเผินนี้จะไม่ช่วยให้เรานำความรู้ไปต่อยอดหรือประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้เลยครับ
  • เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นมากเกินไป: การเห็นเพื่อนเก่งกว่า ได้คะแนนดีกว่า อาจทำให้เรารู้สึกท้อแท้หรือกดดันตัวเองมากเกินไปครับ แต่ความจริงแล้วทุกคนมีศักยภาพที่แตกต่างกัน มีจังหวะการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือการเปรียบเทียบกับตัวเองในอดีต ว่าเราพัฒนาขึ้นมาแค่ไหนแล้วครับ
  • กลัวความผิดพลาด: ในการเรียนรู้ ไม่มีความผิดพลาดใดๆ ที่ไร้ประโยชน์ครับ ทุกความผิดพลาดคือโอกาสในการเรียนรู้และทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้น การที่เรากลัวที่จะทำผิด ทำให้เราไม่กล้าลอง ไม่กล้าตั้งคำถาม และไม่กล้าที่จะสำรวจสิ่งใหม่ๆ ครับ
    อย่างในวิชาคณิตศาสตร์ การทำโจทย์ผิดก็คือการที่เราได้รู้ว่าเรายังไม่เข้าใจตรงไหน และต้องไปทบทวนส่วนไหนเป็นพิเศษครับ
  • ไม่เห็นความเชื่อมโยงกับชีวิตจริง: หลายคนอาจจะคิดว่าวิชาที่เรียนนั้นไม่เห็นจะเกี่ยวกับชีวิตประจำวันเลย แล้วจะเรียนไปทำไม สิ่งนี้ทำให้เราขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ครับ การพยายามเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับสิ่งที่เราสนใจ หรือสิ่งที่เราเจอในชีวิตจริง จะช่วยให้เราเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการเรียนรู้มากขึ้นครับ

เทคนิคการเรียนรู้ในมุมที่ไม่กดดันตัวเอง

แล้วเราจะเรียนยังไงให้สนุกและไม่กดดันตัวเองล่ะครับ? พี่กฤษณ์มีแนวทางง่ายๆ มาฝากครับ

  • หาความหมายในสิ่งที่เรียน: ก่อนจะเริ่มเรียนอะไรก็ตาม ลองตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า “เราจะเรียนสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร?” “มันมีประโยชน์ยังไงกับชีวิตเรา?” การเห็นความหมายจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เราอยากเรียนรู้มากขึ้นครับ
  • เรียนรู้แบบ Active Learning: แทนที่จะแค่อ่านหรือฟังอย่างเดียว ลองเปลี่ยนมาเป็นการลงมือทำดูครับ เช่น การแก้โจทย์ปัญหา การทดลอง การสรุปเนื้อหาด้วยตัวเอง การสอนเพื่อน หรือแม้แต่การอธิบายสิ่งที่เรียนให้คนอื่นฟัง วิธีเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งและจดจำได้ดีกว่าครับ
    สำหรับวิชาคณิตศาสตร์ การทำโจทย์ซ้ำๆ การลองเปลี่ยนตัวเลขในโจทย์ การวาดรูปประกอบ หรือการพยายามคิดวิธีแก้โจทย์ที่แตกต่างออกไป จะช่วยพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของเราได้ดีมากๆ ครับ
  • ตั้งเป้าหมายส่วนตัวเล็กๆ: แทนที่จะตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ แค่ “ต้องได้คะแนนเต็ม” ลองเปลี่ยนมาเป็นเป้าหมายเล็กๆ ที่ทำได้จริง เช่น “วันนี้จะทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ได้” หรือ “จะลองทำโจทย์เรื่องนี้ให้ถูก 5 ข้อ” เมื่อทำสำเร็จ เราก็จะรู้สึกภูมิใจและมีกำลังใจที่จะไปต่อครับ
  • เรียนรู้จากความผิดพลาด: เมื่อทำผิดพลาด อย่าเพิ่งท้อครับ ลองย้อนกลับไปดูว่าผิดตรงไหน ทำไมถึงผิด และจะแก้ไขยังไงในครั้งหน้า ความผิดพลาดคือครูที่ดีที่สุดที่จะสอนให้เราเก่งขึ้นครับ
  • พักผ่อนให้เพียงพอและหาความสุขให้ตัวเอง: การเรียนรู้ต้องใช้พลังงานเยอะครับ อย่าหักโหมจนเกินไป การพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกาย หรือการทำกิจกรรมที่ชอบ จะช่วยให้สมองเราได้พักและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ
  • มองหาที่ปรึกษาหรือผู้ช่วย: ถ้าติดขัดตรงไหน อย่าเก็บไว้คนเดียวครับ การขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ครู หรือติวเตอร์อย่างพี่กฤษณ์ จะช่วยให้น้องๆ ได้คำแนะนำและผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ง่ายขึ้นครับ บางครั้งการอธิบายจากมุมมองที่แตกต่าง ก็ช่วยให้เราเข้าใจในสิ่งที่เคยคิดว่ายากได้ง่ายขึ้นครับ
    อย่างเช่นเรื่องของฟังก์ชันอนุพันธ์ (Derivative) ในแคลคูลัส ที่ดูซับซ้อน แต่ถ้าเรามองว่ามันคืออัตราการเปลี่ยนแปลงของสิ่งหนึ่งเทียบกับอีกสิ่งหนึ่ง อย่างเช่นอัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำในถังเมื่อเวลาเปลี่ยนไป หรือการหาจุดสูงสุดต่ำสุดของฟังก์ชันเพื่อหาค่าที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตสินค้า เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด
    d d x f ( x ) frac{d}{dx}f(x) ก็คือการหาความชันของกราฟที่จุดต่างๆ นั่นเองครับ ซึ่งถ้าเราเข้าใจแนวคิดหลักๆ แล้ว การคำนวณก็จะตามมาได้ไม่ยากครับ

การเรียนรู้ไม่ใช่แค่การเตรียมตัวสำหรับการสอบ แต่คือการเตรียมตัวสำหรับการใช้ชีวิตครับ มันคือการสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญา สร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ และสร้างความสามารถในการปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วครับ ไม่ว่าน้องๆ จะชอบวิชาไหนหรือไม่ชอบวิชาไหนก็ตาม ขอให้ลองมองหาความเชื่อมโยงกับชีวิตของน้องๆ เอง แล้วจะพบว่าทุกสิ่งที่เราเรียนรู้ ล้วนมีคุณค่าในแบบของมันเองครับ

พี่กฤษณ์หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้น้องๆ ได้มุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับการเรียนนะครับ และถ้าหากน้องๆ คนไหนรู้สึกว่าการเรียนวิชาคณิตศาสตร์มันช่างยากเย็นเหลือเกิน หรืออยากจะหามุมมองใหม่ๆ ที่จะทำให้คณิตศาสตร์เป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่ายขึ้น พี่กฤษณ์ยินดีเสมอที่จะช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางเรียนรู้ของน้องๆ ครับ

น้องๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียนกับพี่กฤษณ์ได้ในเว็บไซต์นี้เลยครับ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สสดที่พี่กฤษณ์สอนด้วยตัวเอง คอร์สออนไลน์ที่น้องๆ สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือแม้แต่การเรียนแบบตัวต่อตัวที่เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะจุดของน้องๆ เพื่อให้การเรียนรู้ของน้องๆ มีประสิทธิภาพสูงสุดครับ แล้วเจอกันนะครับ

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *