Logarithm ไม่ได้มีไว้ท่องสูตร เข้าใจที่มาจะจำได้นานกว่า
ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกเรื่องสมบัติของ Logarithm พี่กฤษณ์อยากให้น้องๆ ลองนึกย้อนกลับไปถึงเรื่องเลขยกกำลังที่เราเรียนกันมาก่อนนะครับ ลองดูสมการง่ายๆ แบบนี้
น้องๆ คงตอบได้ทันทีเลยว่า ใช่ไหมครับ เพราะ นั่นเอง
ทีนี้ลองเปลี่ยนโจทย์ใหม่เป็น
คราวนี้เราตอบได้ทันทีไหมครับ? คงไม่ เพราะ และ แสดงว่าค่า ต้องอยู่ระหว่าง 3 กับ 4 แน่ๆ แต่จะหาค่า ที่แน่นอนออกมายังไงดี? นี่แหละครับคือที่มาของ Logarithm
Logarithm ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบคำถามว่า “เลขฐานอะไร ต้องยกกำลังเท่าไหร่ ถึงจะได้ค่าที่ต้องการ?” หรือพูดง่ายๆ ก็คือ Logarithm คือตัวผกผันของเลขยกกำลัง นั่นเองครับ
เราสามารถเขียนความสัมพันธ์ระหว่างเลขยกกำลังกับ Logarithm ได้ว่า
โดยที่
- คือ ฐาน (Base) มีเงื่อนไขว่า และ ครับ
- คือ อาร์กิวเมนต์ (Argument) หรือ แอนติลอการิทึม (Antilogarithm) มีเงื่อนไขว่า
- คือ ค่าลอการิทึม (Logarithm value) หรือ เลขชี้กำลัง (Exponent) ที่เราต้องการหานั่นเองครับ
ดังนั้นจากตัวอย่าง เราก็สามารถเขียนในรูป Logarithm ได้ว่า ครับ
ที่มาของสมบัติ Logarithm ที่สำคัญ
สมบัติของ Logarithm มีหลายข้อ แต่น้องๆ ไม่จำเป็นต้องท่องจำทั้งหมดนะครับ แค่เข้าใจว่ามันสัมพันธ์กับสมบัติของเลขยกกำลังยังไง น้องๆ ก็จะจำได้เองโดยอัตโนมัติ ลองมาดูกันทีละข้อครับ
1. สมบัติการคูณ:
สมบัตินี้มาจากสมบัติของเลขยกกำลังที่ว่า ครับ ลองให้ ดังนั้น และ ดังนั้น เมื่อนำมาคูณกัน จะได้ แล้วแปลงกลับเป็น Logarithm ก็จะได้ หรือก็คือ ครับ เห็นไหมครับว่าสมบัติการบวกของ Logarithm มันก็คือการคูณของเลขยกกำลังนั่นเอง
2. สมบัติการหาร:
สมบัตินี้ก็คล้ายๆ กัน มาจาก นั่นเองครับ
3. สมบัติเลขชี้กำลังของอาร์กิวเมนต์:
สมบัตินี้มาจากการยกกำลังซ้อนกันของเลขยกกำลังครับ เช่น ครับ ถ้าให้ หรือ ดังนั้น แล้วแปลงกลับเป็น Logarithm ก็จะได้ หรือ ครับ สมบัตินี้มีประโยชน์มากในการดึงเลขชี้กำลังลงมาด้านหน้าเพื่อคำนวณง่ายขึ้น
4. สมบัติฐานและอาร์กิวเมนต์เท่ากัน:
นี่ก็ตรงไปตรงมาครับ เพราะ นั่นเองครับ
5. สมบัติอาร์กิวเมนต์เป็นหนึ่ง:
เนื่องจาก (เมื่อ ) ครับ
6. สมบัติการเปลี่ยนฐาน:
สมบัตินี้สำคัญมากครับ เมื่อเราต้องการคำนวณค่า Logarithm ที่ไม่ใช่ฐาน 10 หรือฐาน (ซึ่งมักจะมีในเครื่องคิดเลข) เราสามารถเปลี่ยนให้เป็นฐานที่เรารู้จักได้ เช่น ฐาน 10 (เขียนแค่ ) หรือฐาน (เขียนเป็น ) ครับ
7. สมบัติอินเวอร์ส:
นี่คือความหมายโดยตรงของ Logarithm ที่เป็นฟังก์ชันผกผันของเลขยกกำลังครับ ถ้า ก็หมายความว่า ดังนั้นเมื่อนำ ไปเป็นเลขชี้กำลังของฐาน ก็ย่อมได้ค่า กลับมาครับ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำโจทย์ Logarithm
น้องๆ หลายคนมักจะพลาดในจุดเดิมๆ ที่พี่กฤษณ์จะรวบรวมมาให้ดูกันนะครับ เพื่อให้เราจะได้ระมัดระวังและไม่ผิดซ้ำครับ
-
เข้าใจผิดเรื่องการบวกและลบ:
น้องๆ มักจะจำสลับกับสมบัติการคูณการหาร คิดว่า ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่เท่ากันนะครับ! ไม่มีสมบัติแบบนี้ เพราะถ้าเปลี่ยนกลับเป็นเลขยกกำลัง มันคือการบวกกันของเลขชี้กำลัง ซึ่งไม่ได้ทำให้ฐานบวกกันครับ ระวังให้ดีนะครับ -
สับสนระหว่าง กับ :
สองตัวนี้ไม่เหมือนกันนะครับ แต่ คือการนำค่า Logarithm ทั้งก้อนไปยกกำลัง ครับ มันไม่สามารถดึง ลงมาคูณด้านหน้าได้นะครับ -
ลืมเงื่อนไขของฐานและอาร์กิวเมนต์:
Logarithm มีเงื่อนไขเสมอว่า ฐาน และ ส่วนอาร์กิวเมนต์ ครับ นี่เป็นสิ่งสำคัญมากเวลาเจอโจทย์ประเภทสมการ Logarithm หรือหาโดเมนและเรนจ์ เพราะถ้าไม่เช็คเงื่อนไขเหล่านี้ อาจได้คำตอบที่ผิดพลาดได้ครับ -
สับสนระหว่าง กับ :
ที่ไม่มีฐานเขียนไว้ มักจะหมายถึง (ลอการิทึมสามัญ) ส่วน คือ (ลอการิทึมธรรมชาติ) ซึ่ง เป็นค่าคงที่ทางคณิตศาสตร์ประมาณ ครับ การเลือกใช้ให้ถูกกับบริบทของโจทย์จึงสำคัญครับ
การประยุกต์ใช้ Logarithm ในชีวิตจริง
Logarithm ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียนนะครับ แต่มันถูกนำไปใช้ในหลายๆ วงการเลยทีเดียว ตัวอย่างที่น้องๆ อาจจะเคยได้ยิน ได้แก่
- เคมี: การวัดค่า pH ของสารละลาย ซึ่งเป็นมาตรวัดความเป็นกรด-ด่าง โดยใช้ Logarithm ในการคำนวณความเข้มข้นของไอออนไฮโดรเจนครับ
- ฟิสิกส์: การวัดความเข้มของเสียง (เดซิเบล), การวัดความสว่างของดาว (แมกนิจูด), หรือการวัดความแรงของแผ่นดินไหว (มาตราริกเตอร์) ล้วนแล้วแต่ใช้สเกลแบบ Logarithm เพื่อจัดการกับตัวเลขที่มีค่าต่างกันมหาศาลให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายขึ้นครับ
- เศรษฐศาสตร์และการเงิน: ใช้ในการคำนวณดอกเบี้ยทบต้น การเติบโตของประชากร หรือการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีการเติบโตแบบทวีคูณ
การเข้าใจ Logarithm จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่ความเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ รอบตัวเรามากขึ้นด้วยครับ
ตัวอย่างโจทย์และการแก้ไข
เพื่อให้น้องๆ เห็นภาพมากขึ้น เรามาลองดูตัวอย่างโจทย์ง่ายๆ กันครับ
ตัวอย่างที่ 1: จงหาค่าของ
วิธีทำ:
จากสมบัติการหารของ Logarithm
เราสามารถรวมพจน์ได้ดังนี้ครับ
คำนวณในวงเล็บจะได้
แล้วเราก็มาคิดว่า 2 ยกกำลังอะไรได้ 16 ครับ? แน่นอนว่าคือ 4 นั่นเอง
ดังนั้น ครับ
ตัวอย่างที่ 2: จงแก้สมการ
วิธีทำ:
นี่คือสถานการณ์ที่เราไม่สามารถหาค่า ได้จากการเดาเลขยกกำลังง่ายๆ ครับ เราจึงต้องใช้ Logarithm เข้ามาช่วย
จากนิยามของ Logarithm
จะได้
ถ้าเราต้องการหาค่าเป็นตัวเลข ก็สามารถเปลี่ยนฐานเพื่อใช้เครื่องคิดเลขได้ครับ
(โดยที่ ในที่นี้หมายถึง ครับ)
เมื่อกดเครื่องคิดเลข จะได้ และ
ดังนั้น ครับ
สรุปแนวคิดสำคัญ
หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ Logarithm คือการทำความเข้าใจว่ามันคือ “เลขชี้กำลัง” ครับ
- Logarithm คือส่วนกลับของเลขยกกำลัง: มันช่วยให้เราหาเลขชี้กำลังได้เมื่อเรารู้ฐานและผลลัพธ์
- สมบัติ Logarithm มาจากสมบัติเลขยกกำลัง: ถ้าเราเข้าใจที่มานี้ การท่องจำสูตรจะกลายเป็นเรื่องรอง และการทำความเข้าใจจะเป็นเรื่องหลักที่ทำให้เราจำได้นานขึ้นและยืดหยุ่นในการแก้ปัญหามากขึ้นครับ
- ระวังเงื่อนไขและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: การตรวจสอบเงื่อนไขของฐานและอาร์กิวเมนต์ รวมถึงระวังการใช้สมบัติผิดพลาด จะช่วยให้น้องๆ ไม่เสียคะแนนในจุดที่ไม่ควรพลาดครับ
พี่กฤษณ์หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้น้องๆ มอง Logarithm ในมุมที่เข้าใจง่ายขึ้นและสนุกกับการเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้นนะครับ คณิตศาสตร์ไม่ได้มีไว้ให้ท่องจำไปสอบอย่างเดียว แต่ถ้าเราเข้าใจที่มาและคอนเซ็ปต์จริงๆ มันจะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมากในการแก้ปัญหาและทำความเข้าใจโลกของเราครับ
ถ้าน้องๆ อยากเจาะลึกเนื้อหา Logarithm และคณิตศาสตร์เรื่องอื่นๆ ให้เข้าใจถึงแก่น พร้อมเทคนิคทำข้อสอบที่พี่กฤษณ์คัดสรรมาให้ น้องๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมกับพี่กฤษณ์ได้เลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สเรียนสดที่บรรยากาศสนุก เข้าใจง่าย หรือคอร์สเรียนออนไลน์ที่ยืดหยุ่นตามเวลาของน้องๆ และยังมีคอร์สตัวต่อตัวสำหรับน้องๆ ที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยครับ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์นี้เลยนะครับ