Skip to content
Home » บทความ » ทำไมลบคูณลบได้บวก อธิบายด้วยหลักการทางคณิตศาสตร์ที่นักเรียนควรรู้

ทำไมลบคูณลบได้บวก อธิบายด้วยหลักการทางคณิตศาสตร์ที่นักเรียนควรรู้

ทำไมลบคูณลบถึงได้บวก: เปิดเผยความลับทางคณิตศาสตร์

น้องๆ อาจจะเคยท่องจำกฎการคูณของเครื่องหมายมาตั้งแต่เด็กว่า “บวกคูณบวกได้บวก, บวกคูณลบได้ลบ, ลบคูณบวกได้ลบ และลบคูณลบได้บวก” แต่เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมกฎข้อสุดท้ายถึงเป็นแบบนั้น? มันไม่ได้เป็นแค่การกำหนดกฎขึ้นมาลอยๆ นะครับ แต่มันมีเหตุผลทางคณิตศาสตร์ที่หนักแน่นรองรับอยู่ ซึ่งก็คือคุณสมบัติพื้นฐานของการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ครับ

พื้นฐานที่เราควรรู้ก่อนจะไปถึงคำตอบ

ก่อนที่เราจะดำดิ่งลงไปในคำอธิบายว่าทำไมลบคูณลบถึงได้บวก พี่กฤษณ์อยากชวนน้องๆ ทบทวนแนวคิดและคุณสมบัติพื้นฐานของการดำเนินการทางคณิตศาสตร์บางอย่างก่อนครับ เพราะสิ่งเหล่านี้คือเสาหลักที่จะนำไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องครับ

  • การคูณคืออะไร: โดยพื้นฐานแล้ว การคูณจำนวนเต็มบวกก็คือการบวกซ้ำๆ เช่น 3 × 2 3 times 2 หมายถึง 2 + 2 + 2 2 + 2 + 2 ซึ่งเท่ากับ 6 6 ครับ
  • เอกลักษณ์การบวก (Additive Identity): จำนวนใดๆ บวกด้วยศูนย์ ( 0 0 ) จะได้ผลลัพธ์เป็นจำนวนนั้นๆ เสมอครับ หรือเขียนในรูปสมการคือ a + 0 = a a + 0 = a ครับ
  • ตัวผกผันการบวก (Additive Inverse): สำหรับจำนวน a a ใดๆ จะมีจำนวน a -a ซึ่งเมื่อนำมาบวกกันแล้วจะได้ 0 0 ครับ หรือ a + ( a ) = 0 a + (-a) = 0 ตัวอย่างเช่น 5 + ( 5 ) = 0 5 + (-5) = 0 ครับ
  • คุณสมบัติการแจกแจง (Distributive Property): คุณสมบัตินี้สำคัญมากครับ! มันกล่าวว่า ถ้าเรามีจำนวน a a คูณอยู่กับผลบวกของ b b และ c c เราสามารถ “แจกแจง” การคูณเข้าไปได้ครับ เป็น a × ( b + c ) = ( a × b ) + ( a × c ) a times (b + c) = (a times b) + (a times c) ครับ ตัวอย่างเช่น 2 × ( 3 + 4 ) = ( 2 × 3 ) + ( 2 × 4 ) = 6 + 8 = 14 2 times (3 + 4) = (2 times 3) + (2 times 4) = 6 + 8 = 14 ครับ

ทำความเข้าใจกับการคูณที่เกี่ยวข้องกับจำนวนเต็มลบ

ก่อนจะไปถึงลบคูณลบ เรามาดู “บวกคูณลบได้ลบ” กันก่อนครับ เพื่อสร้างความเข้าใจต่อเนื่อง

เราจะพิสูจน์ว่า 3 × ( 2 ) = 6 3 times (-2) = -6 ได้อย่างไร? เราจะใช้คุณสมบัติการแจกแจงและตัวผกผันการบวกครับ

พิจารณาสมการนี้ครับ:

3 × ( 2 + ( 2 ) ) 3 times (2 + (-2))

เรารู้ว่า 2 + ( 2 ) 2 + (-2) มีค่าเท่ากับ 0 0 ใช่ไหมครับ? ดังนั้น สมการด้านบนจึงเท่ากับ

3 × 0 = 0 3 times 0 = 0

ทีนี้ เราลองใช้คุณสมบัติการแจกแจงกับสมการ 3 × ( 2 + ( 2 ) ) 3 times (2 + (-2)) ดูนะครับ

( 3 × 2 ) + ( 3 × ( 2 ) ) (3 times 2) + (3 times (-2))

เราทราบว่า 3 × 2 = 6 3 times 2 = 6 ดังนั้น เราสามารถเขียนสมการใหม่ได้เป็น

6 + ( 3 × ( 2 ) ) 6 + (3 times (-2))

จากข้างต้น เรารู้ว่า 3 × ( 2 + ( 2 ) ) = 0 3 times (2 + (-2)) = 0 ดังนั้นผลลัพธ์ของการแจกแจงก็ต้องเป็น 0 0 ด้วยครับ

6 + ( 3 × ( 2 ) ) = 0 6 + (3 times (-2)) = 0

จากตรงนี้ ถ้า 6 6 บวกกับอะไรแล้วได้ 0 0 สิ่งนั้นก็ต้องเป็นตัวผกผันการบวกของ 6 6 ซึ่งก็คือ 6 -6 ใช่ไหมครับ

ดังนั้น 3 × ( 2 ) 3 times (-2) ต้องมีค่าเท่ากับ 6 -6 ครับ นี่คือที่มาของกฎ “บวกคูณลบได้ลบ” ครับ

จุดไคลแม็กซ์: ทำไมลบคูณลบถึงได้บวก?

เอาล่ะครับ ถึงเวลาที่เราจะมาหาคำตอบของคำถามหลักกันแล้ว เราจะใช้หลักการเดียวกัน คือ คุณสมบัติการแจกแจงและตัวผกผันการบวกครับ

เราต้องการพิสูจน์ว่า ( 3 ) × ( 2 ) = 6 (-3) times (-2) = 6 ครับ

พิจารณาสมการนี้อีกครั้งครับ แต่คราวนี้เป็นจำนวนลบคูณกับผลบวกของตัวเลขและตัวผกผันของมันเอง:

3 × ( 2 + ( 2 ) ) -3 times (2 + (-2))

เช่นเดิมครับ เรารู้ว่า 2 + ( 2 ) = 0 2 + (-2) = 0 ดังนั้นสมการด้านบนจึงเท่ากับ

3 × 0 = 0 -3 times 0 = 0

ตอนนี้เราจะใช้คุณสมบัติการแจกแจงกับ 3 × ( 2 + ( 2 ) ) -3 times (2 + (-2)) ครับ

( 3 × 2 ) + ( 3 × ( 2 ) ) (-3 times 2) + (-3 times (-2))

จากส่วนที่แล้ว เรารู้ว่า “ลบคูณบวกได้ลบ” ดังนั้น 3 × 2 = 6 -3 times 2 = -6 ครับ

นำกลับไปแทนในสมการข้างบน เราจะได้ว่า

6 + ( 3 × ( 2 ) ) -6 + (-3 times (-2))

และเรารู้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายของสมการนี้ต้องเป็น 0 0 ครับ (เพราะมันมาจาก 3 × 0 -3 times 0 )

6 + ( 3 × ( 2 ) ) = 0 -6 + (-3 times (-2)) = 0

จากคุณสมบัติของตัวผกผันการบวก ถ้า 6 -6 บวกกับอะไรแล้วได้ 0 0 สิ่งนั้นก็ต้องเป็นตัวผกผันการบวกของ 6 -6 ซึ่งก็คือ 6 6 นั่นเองครับ

ดังนั้น ผลลัพธ์ของ ( 3 ) × ( 2 ) (-3) times (-2) ต้องเท่ากับ 6 6 ครับ! นี่คือคำตอบที่สมบูรณ์และชัดเจนตามหลักคณิตศาสตร์ว่า “ลบคูณลบถึงได้บวก” นั่นเองครับ

การประยุกต์ใช้และความสำคัญ

กฎ “ลบคูณลบได้บวก” นี้ไม่ได้มีไว้ให้ท่องจำเล่นๆ นะครับ แต่มันเป็นรากฐานสำคัญในการคำนวณและแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ในระดับที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกเยอะเลยครับ

  • การจัดรูปนิพจน์พีชคณิต: เวลาที่เราต้องกระจายเครื่องหมายลบเข้าไปในวงเล็บ เช่น 2 ( x 3 ) -2(x – 3) เราจะต้องใช้กฎนี้ครับ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ( 2 × x ) + ( 2 × 3 ) = 2 x + 6 (-2 times x) + (-2 times -3) = -2x + 6 ครับ ถ้าหากเราคำนวณผิดพลาดไปเป็น 2 x 6 -2x – 6 ก็จะทำให้สมการหรือคำตอบผิดไปได้เลยครับ
  • การแก้สมการ: ในการแก้สมการต่างๆ เช่น สมการกำลังสอง หรือสมการเชิงเส้นที่มีตัวเลขติดลบ การใช้กฎนี้อย่างถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ครับ
  • ความสอดคล้องของระบบจำนวน: กฎนี้ทำให้ระบบจำนวนเต็มมีความสอดคล้องกันและไม่มีข้อขัดแย้งกันเองครับ ลองคิดดูนะครับ ถ้าลบคูณลบแล้วได้ลบ ระบบคณิตศาสตร์ของเราจะมีปัญหาใหญ่เลยครับ เพราะมันจะขัดแย้งกับคุณสมบัติพื้นฐานอื่นๆ อย่างคุณสมบัติการแจกแจงที่เราใช้พิสูจน์ไปนั่นเองครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและเทคนิคช่วยจำ

ข้อผิดพลาดที่พี่กฤษณ์พบบ่อยคือน้องๆ มักจะสับสนระหว่างกฎการคูณ/หาร กับกฎการบวก/ลบของจำนวนเต็มครับ

  • อย่าสับสน:
    • ลบ + ลบ = ลบ: เช่น 3 + ( 2 ) = 5 -3 + (-2) = -5 (ติดหนี้ 3 บาท แล้วติดเพิ่มอีก 2 บาท ก็ยังคงติดหนี้อยู่)
    • ลบ x ลบ = บวก: เช่น ( 3 ) × ( 2 ) = 6 (-3) times (-2) = 6 (ตามที่เราเพิ่งพิสูจน์ไปครับ)
  • เทคนิคช่วยจำ: พี่กฤษณ์มีเทคนิคง่ายๆ ที่หลายคนใช้แล้วได้ผลครับ
    • “ศัตรูของศัตรูคือมิตร” (The enemy of my enemy is my friend): มองเครื่องหมายลบเป็น “ศัตรู” และเครื่องหมายบวกเป็น “มิตร” ครับ ถ้าศัตรู (ลบ) ไปคูณกับศัตรู (ลบ) ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือมิตร (บวก) ครับ
    • การเคลื่อนที่บนเส้นจำนวน: ถ้าการคูณด้วยจำนวนบวกคือการเดินไปข้างหน้า แต่การคูณด้วยจำนวนลบคือการ “พลิกกลับทิศทาง” ครับ
      • 3 × 2 = 6 3 times 2 = 6 : เดินไปทางขวา (บวก) 2 ก้าว 3 ครั้ง ได้ 6
      • 3 × ( 2 ) = 6 3 times (-2) = -6 : เดินไปทางซ้าย (ลบ) 2 ก้าว 3 ครั้ง ได้ -6
      • ( 3 ) × ( 2 ) = 6 (-3) times (-2) = 6 : อันนี้ซับซ้อนหน่อยครับ มองว่า ( 2 ) (-2) คือการเดินไปทางซ้าย 2 ก้าว แต่เมื่อคูณด้วย ( 3 ) (-3) คือการบอกให้ “ทำตรงกันข้าม” กับการเดินไปทางซ้าย 3 ครั้ง นั่นก็คือการเดินไปทางขวา 3 ครั้งครับ ซึ่งจะทำให้เราไปอยู่ที่ +6 นั่นเอง

สรุปแนวคิดสำคัญ

น้องๆ คงเห็นแล้วนะครับว่า หลักการที่ว่า “ลบคูณลบได้บวก” ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วยหรือการกำหนดกฎขึ้นมาเฉยๆ แต่มันเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการรักษาความสอดคล้องของคุณสมบัติพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติการแจกแจง (Distributive Property) และตัวผกผันการบวก (Additive Inverse) ครับ การเข้าใจถึงที่มาที่ไปแบบนี้จะช่วยให้น้องๆ ไม่เพียงแต่จำกฎได้ แต่ยังเข้าใจ “แก่น” ของมัน และนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นได้ครับ

หวังว่าบทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจเรื่องทำไมลบคูณลบถึงได้บวกให้กับน้องๆ ได้นะครับ การเรียนคณิตศาสตร์ไม่ควรเป็นแค่การท่องจำสูตร แต่ควรเป็นการทำความเข้าใจใน “ทำไม” ด้วยครับ ถ้าหากน้องๆ สนใจอยากเรียนรู้คณิตศาสตร์เชิงลึกแบบเข้าใจง่าย มีตัวอย่างประกอบ และเทคนิคการทำข้อสอบดีๆ เพิ่มเติม พี่กฤษณ์ก็มีคอร์สเตรียมสอบมากมายให้เลือก ทั้งแบบสด แบบออนไลน์ และแบบตัวต่อตัวเลยนะครับ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์นี้เลยครับ!

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *