Skip to content
Home » บทความ » การใช้แนวคิดอนุพันธ์เพื่อหาอัตราการเปลี่ยนแปลงของฟังก์ชันเบื้องต้น

การใช้แนวคิดอนุพันธ์เพื่อหาอัตราการเปลี่ยนแปลงของฟังก์ชันเบื้องต้น

การใช้แนวคิดอนุพันธ์เพื่อหาอัตราการเปลี่ยนแปลงของฟังก์ชันเบื้องต้น

น้องๆ เคยสงสัยไหมครับว่า เมื่อเราขับรถอยู่บนถนน ความเร็วที่เราเห็นบนมาตรวัดนั้นมันบอกอะไรเรา? มันบอกอัตราการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งรถเทียบกับเวลา ณ ขณะนั้นๆ เลยใช่ไหมครับ หรือเวลาที่เราลงทุนในหุ้น แล้วราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นนั้นเป็นเท่าไหร่ ณ เวลาที่เราสนใจจริงๆ แนวคิดของอนุพันธ์นี่แหละครับ คือคำตอบที่จะช่วยให้น้องๆ เข้าใจปรากฏการณ์เหล่านี้ได้อย่างลึกซึ้ง

ทำความเข้าใจ “อัตราการเปลี่ยนแปลง” ก่อนเข้าสู่โลกของอนุพันธ์

ก่อนที่เราจะไปถึงคำว่า “อนุพันธ์” พี่กฤษณ์อยากให้น้องๆ มาทำความเข้าใจกับคำว่า อัตราการเปลี่ยนแปลง กันก่อนครับ

อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ย (Average Rate of Change)

อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ย คือ การบอกว่าค่าของฟังก์ชันเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน เมื่อตัวแปรต้นเปลี่ยนแปลงไปในช่วงหนึ่งๆ คิดง่ายๆ ก็เหมือนกับการหาความชันของเส้นตรงที่ลากเชื่อมระหว่างสองจุดบนกราฟของฟังก์ชันนั่นเองครับ

สมมติว่าเรามีฟังก์ชัน y = f ( x ) ถ้าตัวแปร x เปลี่ยนจาก x 1 ไปเป็น x 2 ค่าของฟังก์ชันจะเปลี่ยนจาก f ( x 1 ) ไปเป็น f ( x 2 ) ครับ

สูตรสำหรับอัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยคือ:

Δ y Δ x = f ( x 2 ) f ( x 1 ) x 2 x 1

เมื่อ Δ y คือการเปลี่ยนแปลงของค่า y และ Δ x คือการเปลี่ยนแปลงของค่า x ครับ

ตัวอย่าง: สมมติว่าฟังก์ชันแสดงตำแหน่งของวัตถุคือ s ( t ) = t 2 (เมื่อ t คือเวลา) เราอยากหาความเร็วเฉลี่ยระหว่าง t = 1 วินาที ถึง t = 3 วินาที

ที่ t 1 = 1 จะได้ s ( 1 ) = 1 2 = 1 ครับ

ที่ t 2 = 3 จะได้ s ( 3 ) = 3 2 = 9 ครับ

ความเร็วเฉลี่ย = s ( 3 ) s ( 1 ) 3 1 = 9 1 2 = 8 2 = 4 หน่วยต่อวินาที

อนุพันธ์: อัตราการเปลี่ยนแปลงชั่วขณะ (Derivative: Instantaneous Rate of Change)

ทีนี้ ถ้าเราอยากรู้ว่าความเร็วของวัตถุ เวลา t = 1 วินาทีเป๊ะๆ เลย เป็นเท่าไหร่ล่ะ? ไม่ใช่ช่วงเวลา แต่เป็นจุดเวลาเดียว อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้โดยตรงครับ เพราะเราต้องมีสองจุดเพื่อคำนวณความชัน แต่ถ้าสองจุดนั้นมันเข้าใกล้กันมากๆ จนแทบจะเป็นจุดเดียวกันล่ะ? นี่แหละครับ คือแนวคิดเบื้องหลังของอนุพันธ์

อนุพันธ์ของฟังก์ชัน คืออัตราการเปลี่ยนแปลงชั่วขณะของฟังก์ชัน ณ จุดใดจุดหนึ่ง มันคือการหาความชันของเส้นสัมผัสกราฟ ณ จุดนั้นๆ นั่นเองครับ

เราสามารถนิยามอนุพันธ์ของฟังก์ชัน f ( x ) เทียบกับ x ซึ่งเขียนแทนด้วย f ( x ) หรือ d y d x ได้โดยใช้ลิมิต ดังนี้ครับ

f ( x ) = lim h 0 f ( x + h ) f ( x ) h

โดยที่ h คือการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของ x เมื่อ h เข้าใกล้ศูนย์ ก็หมายความว่าเรากำลังหาความชันของเส้นเชื่อมสองจุดที่อยู่ใกล้กันมากๆ นั่นเองครับ

กฎการหาอนุพันธ์เบื้องต้น (Basic Differentiation Rules)

การหาอนุพันธ์โดยใช้ลิมิตอาจจะดูซับซ้อนไปหน่อยใช่ไหมครับ โชคดีที่เรามีกฎเกณฑ์ที่ช่วยให้การหาอนุพันธ์ของฟังก์ชันเบื้องต้นง่ายขึ้นมาก พี่กฤษณ์จะพาน้องๆ ไปดูกฎที่สำคัญๆ กันครับ

  1. กฎสำหรับค่าคงที่ (Constant Rule)
    ถ้า f ( x ) = c โดยที่ c เป็นค่าคงที่ใดๆ อนุพันธ์ของ f ( x ) จะเท่ากับศูนย์เสมอครับ นั่นเพราะค่าคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง
    d d x c = 0
    ตัวอย่าง: ถ้า f ( x ) = 5 แล้ว f ( x ) = 0 ครับ
  2. กฎกำลัง (Power Rule)
    ถ้า f ( x ) = x n โดยที่ n เป็นจำนวนจริงใดๆ อนุพันธ์ของ f ( x ) จะเท่ากับ n x n 1 ครับ
    d d x x n = n x n 1
    ตัวอย่าง: ถ้า f ( x ) = x 3 แล้ว f ( x ) = 3 x 3 1 = 3 x 2 ครับ
    ถ้า f ( x ) = x = x 1 / 2 แล้ว f ( x ) = 1 2 x 1 2 1 = 1 2 x 1 2 = 1 2 x ครับ
  3. กฎค่าคงที่คูณฟังก์ชัน (Constant Multiple Rule)
    ถ้า f ( x ) = c g ( x ) โดยที่ c เป็นค่าคงที่ อนุพันธ์ของ f ( x ) จะเท่ากับ c g ( x ) ครับ คือเอาค่าคงที่ออกมาคูณกับอนุพันธ์ของฟังก์ชันได้เลย
    d d x [ c f ( x ) ] = c d d x f ( x )
    ตัวอย่าง: ถ้า f ( x ) = 4 x 5 แล้ว f ( x ) = 4 ( 5 x 4 ) = 20 x 4 ครับ
  4. กฎผลบวกและผลต่าง (Sum and Difference Rule)
    อนุพันธ์ของผลบวกหรือผลต่างของฟังก์ชัน คือผลบวกหรือผลต่างของอนุพันธ์ของแต่ละฟังก์ชันครับ
    d d x [ f ( x ) ± g ( x ) ] = d d x f ( x ) ± d d x g ( x )
    ตัวอย่าง: ถ้า f ( x ) = 3 x 2 + 2 x 7
    f ( x ) = d d x ( 3 x 2 ) + d d x ( 2 x ) d d x ( 7 )
    f ( x ) = 3 ( 2 x 2 1 ) + 2 ( 1 x 1 1 ) 0
    f ( x ) = 6 x + 2 ครับ

การประยุกต์ใช้อนุพันธ์ในสถานการณ์จริง

แนวคิดของอนุพันธ์ไม่ได้อยู่แค่ในตำราเรียนเท่านั้นนะครับ แต่ยังถูกนำไปใช้ในหลากหลายสาขาวิชาในโลกจริงด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรรม ฟิสิกส์ เศรษฐศาสตร์ หรือแม้แต่ชีววิทยา

ฟิสิกส์: ตำแหน่ง ความเร็ว และความเร่ง

ถ้าเรามีฟังก์ชันที่บอกตำแหน่งของวัตถุ s ( t ) เทียบกับเวลา t

  • อนุพันธ์อันดับหนึ่งของตำแหน่ง s ( t ) หรือ d s d t คือ ความเร็วชั่วขณะ v ( t ) ครับ
  • อนุพันธ์อันดับสองของตำแหน่ง s ( t ) หรือ d 2 s d t 2 (ซึ่งก็คืออนุพันธ์ของความเร็ว) คือ ความเร่งชั่วขณะ a ( t ) ครับ

ตัวอย่าง: รถคันหนึ่งเคลื่อนที่ตามฟังก์ชันตำแหน่ง s ( t ) = 2 t 3 5 t + 10 (เมตร) จงหาความเร็วและความเร่งของรถคันนี้ ณ เวลา t = 2 วินาที

ความเร็ว v ( t ) = s ( t ) = d d t ( 2 t 3 5 t + 10 ) = 2 ( 3 t 2 ) 5 ( 1 ) + 0 = 6 t 2 5 เมตรต่อวินาที

เมื่อ t = 2 วินาที: v ( 2 ) = 6 ( 2 2 ) 5 = 6 ( 4 ) 5 = 24 5 = 19 เมตรต่อวินาที

ความเร่ง a ( t ) = v ( t ) = d d t ( 6 t 2 5 ) = 6 ( 2 t ) 0 = 12 t เมตรต่อวินาทีกำลังสอง

เมื่อ t = 2 วินาที: a ( 2 ) = 12 ( 2 ) = 24 เมตรต่อวินาทีกำลังสอง

เศรษฐศาสตร์: ต้นทุนหน่วยสุดท้าย (Marginal Cost) และรายได้หน่วยสุดท้าย (Marginal Revenue)

ในทางเศรษฐศาสตร์ อนุพันธ์ถูกใช้เพื่อหา อัตราการเปลี่ยนแปลง ของฟังก์ชันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการตลาด เช่น

  • ถ้า C ( x ) คือฟังก์ชันต้นทุนรวมในการผลิตสินค้า x ชิ้น อนุพันธ์ C ( x ) คือ ต้นทุนหน่วยสุดท้าย (Marginal Cost) ซึ่งบอกว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นเท่าไรเมื่อผลิตเพิ่มอีก 1 หน่วย
  • ถ้า R ( x ) คือฟังก์ชันรายได้รวมจากการขายสินค้า x ชิ้น อนุพันธ์ R ( x ) คือ รายได้หน่วยสุดท้าย (Marginal Revenue) ซึ่งบอกว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นเท่าไรเมื่อขายเพิ่มอีก 1 หน่วย

แนวคิดเหล่านี้ช่วยให้นักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ควรกำหนดราคาสินค้าเท่าไหร่ หรือควรผลิตสินค้าเพิ่มหรือไม่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการหาอนุพันธ์

น้องๆ หลายคนอาจจะเจอข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในการหาอนุพันธ์ ซึ่งพี่กฤษณ์ได้รวบรวมมาให้ดูกันครับ จะได้ระมัดระวังเป็นพิเศษ

  • ไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างอัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยและอัตราการเปลี่ยนแปลงชั่วขณะ: จำไว้นะครับว่า เฉลี่ย คือช่วงเวลา ส่วน ชั่วขณะ คือ ณ จุดใดจุดหนึ่งครับ
  • ลืมกฎสำหรับค่าคงที่: ฟังก์ชันที่เป็นค่าคงที่ เช่น f ( x ) = 10 อนุพันธ์จะเท่ากับ 0 ไม่ใช่ 10x หรืออะไรอย่างอื่นนะครับ
  • ใช้กฎกำลังผิดพลาดกับตัวแปรที่ไม่ใช่ x: บางทีเจอ f ( y ) = y 2 แล้วเผลอไปหาอนุพันธ์เทียบ x คำตอบก็จะเป็น 0 ครับ ต้องหาอนุพันธ์เทียบ y ก็จะได้ 2 y
  • ไม่จัดรูปฟังก์ชันก่อนหาอนุพันธ์: บางฟังก์ชันอาจจะดูยุ่งยาก แต่ถ้าเราจัดรูปให้อยู่ในรูปของ x n ก่อน เช่น 1 x 2 = x 2 หรือ x 3 = x 1 / 3 การหาอนุพันธ์ก็จะง่ายขึ้นเยอะเลยครับ

เทคนิคพิชิตโจทย์อนุพันธ์

เพื่อให้เก่งเรื่องอนุพันธ์ น้องๆ ต้องฝึกฝนให้มาก และมีเทคนิคดีๆ มาฝากครับ

  • เข้าใจแนวคิดพื้นฐาน: อย่าท่องจำสูตรอย่างเดียวนะครับ พยายามทำความเข้าใจว่าอนุพันธ์มันบอกอะไรเรา มันคือความชันของเส้นสัมผัส เป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงชั่วขณะ เมื่อเข้าใจแก่นนี้แล้ว จะทำให้เราประยุกต์ใช้ได้ในสถานการณ์ที่หลากหลายขึ้น
  • จำกฎให้แม่น: กฎพื้นฐานทั้ง 4 ข้อที่พี่กฤษณ์สอนไปสำคัญมากครับ จำให้ขึ้นใจและฝึกใช้จนคล่องแคล่ว
  • ฝึกฝนหลากหลายรูปแบบ: ลองทำโจทย์จากหลายๆ แหล่ง หลายๆ รูปแบบ ตั้งแต่โจทย์ตรงไปตรงมา ไปจนถึงโจทย์ประยุกต์ เพื่อให้เราคุ้นเคยกับสถานการณ์ต่างๆ
  • ตรวจสอบคำตอบเสมอ: หลังจากหาอนุพันธ์เสร็จ ลองแทนค่าเพื่อดูแนวโน้ม หรือลองดูว่าคำตอบสมเหตุสมผลหรือไม่ จะช่วยจับข้อผิดพลาดได้ครับ

สรุปแนวคิดสำคัญ

โดยสรุปแล้ว อนุพันธ์เป็นแนวคิดที่สำคัญอย่างยิ่งในแคลคูลัสและวิทยาศาสตร์หลายแขนงครับ

  • อนุพันธ์คืออัตราการเปลี่ยนแปลงชั่วขณะของฟังก์ชัน ณ จุดใดจุดหนึ่ง
  • ในทางเรขาคณิต อนุพันธ์คือความชันของเส้นสัมผัสกราฟของฟังก์ชัน ณ จุดนั้นๆ
  • การหาอนุพันธ์ของฟังก์ชันเบื้องต้นทำได้ง่ายๆ โดยใช้กฎพื้นฐานต่างๆ เช่น กฎค่าคงที่ กฎกำลัง กฎค่าคงที่คูณฟังก์ชัน และกฎผลบวก/ผลต่าง
  • อนุพันธ์มีการประยุกต์ใช้มากมายในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการหาความเร็ว ความเร่ง หรือการวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้น้องๆ เข้าใจแนวคิดของอนุพันธ์มากขึ้นนะครับ การเรียนคณิตศาสตร์นั้นต้องอาศัยความเข้าใจและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ หากน้องๆ คนไหนสนใจอยากเจาะลึกเนื้อหาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นแคลคูลัส ตรีโกณมิติ หรือหัวข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย พี่กฤษณ์ก็มีคอร์สเตรียมสอบหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สสด คอร์สออนไลน์ หรือคอร์สตัวต่อตัว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของน้องๆ ทุกคนเลยครับ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์นี้เลยนะครับ แล้วมาเรียนรู้ไปด้วยกันกับพี่กฤษณ์นะครับ!

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *