Skip to content
Home » บทความ » จำนวนเฉพาะและจำนวนประกอบ

จำนวนเฉพาะและจำนวนประกอบ

จำนวนเฉพาะและจำนวนประกอบ: หัวใจสำคัญของทฤษฎีจำนวน

จำนวนนับคืออะไร? พื้นฐานที่เราต้องรู้ครับ

ก่อนที่เราจะไปรู้จักกับจำนวนเฉพาะและจำนวนประกอบ พี่กฤษณ์อยากให้น้องๆ ทบทวนเรื่อง “จำนวนนับ” หรือ “จำนวนเต็มบวก” กันก่อนครับ จำนวนนับก็คือจำนวนที่เราใช้นับสิ่งของต่างๆ ทั่วไปนี่แหละครับ ได้แก่ 1, 2, 3, 4, 5, … ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุดครับ และในเรื่องของจำนวนนับนี้ เราจะรู้จักกันดีกับคำว่า “ตัวประกอบ” หรือ “ตัวหาร” ครับ ตัวประกอบของจำนวนนับใดๆ คือจำนวนนับที่สามารถหารจำนวนนั้นได้ลงตัว ยกตัวอย่างเช่น ตัวประกอบของ 6 คือ 1, 2, 3, และ 6 เพราะว่า 6 หารด้วย 1, 2, 3, และ 6 ได้ลงตัวนั่นเองครับ

แก่นแท้ของความแตกต่าง: จำนวนเฉพาะ

เอาล่ะครับ เมื่อเราเข้าใจเรื่องจำนวนนับและตัวประกอบแล้ว เรามาดูที่ “จำนวนเฉพาะ” กันเลยครับ จำนวนเฉพาะ (Prime Number) คือจำนวนนับที่มากกว่า 1 และมีตัวประกอบเพียงแค่สองตัวเท่านั้นครับ คือ 1 และตัวมันเองเท่านั้นย้ำนะครับว่า “ต้องมีแค่สองตัวเท่านั้น”

ตัวอย่างของจำนวนเฉพาะ ได้แก่:

  • 2: มีตัวประกอบคือ 1 และ 2
  • 3: มีตัวประกอบคือ 1 และ 3
  • 5: มีตัวประกอบคือ 1 และ 5
  • 7: มีตัวประกอบคือ 1 และ 7
  • 11: มีตัวประกอบคือ 1 และ 11

จะเห็นว่าจำนวนเหล่านี้มีตัวประกอบแค่ 1 กับตัวมันเองเท่านั้นครับ และที่สำคัญมากๆ ที่น้องๆ ต้องจำให้ขึ้นใจเลยคือ 2 เป็นจำนวนเฉพาะที่เป็นเลขคู่เพียงตัวเดียวในโลกครับ นอกนั้นจำนวนเฉพาะอื่นๆ จะเป็นเลขคี่ทั้งหมดครับ และน้องๆ หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้ว 1 ล่ะ เป็นจำนวนเฉพาะไหมครับ? คำตอบคือ “ไม่เป็น” ครับ เพราะว่า 1 มีตัวประกอบเพียงตัวเดียวเท่านั้นคือ 1 ซึ่งไม่เข้าเงื่อนไข “มีตัวประกอบสองตัว” นั่นเองครับ

ส่วนเติมเต็มที่สำคัญ: จำนวนประกอบ

เมื่อมีจำนวนเฉพาะแล้ว ก็ต้องมี “จำนวนประกอบ” ครับ จำนวนประกอบ (Composite Number) คือจำนวนนับที่มากกว่า 1 และมีตัวประกอบมากกว่าสองตัวครับ พูดง่ายๆ คือไม่ใช่จำนวนเฉพาะนั่นเองครับ

ตัวอย่างของจำนวนประกอบ ได้แก่:

  • 4: มีตัวประกอบคือ 1, 2, และ 4 (มี 3 ตัวประกอบ)
  • 6: มีตัวประกอบคือ 1, 2, 3, และ 6 (มี 4 ตัวประกอบ)
  • 8: มีตัวประกอบคือ 1, 2, 4, และ 8 (มี 4 ตัวประกอบ)
  • 9: มีตัวประกอบคือ 1, 3, และ 9 (มี 3 ตัวประกอบ)
  • 10: มีตัวประกอบคือ 1, 2, 5, และ 10 (มี 4 ตัวประกอบ)

จะเห็นว่าจำนวนเหล่านี้มีตัวประกอบมากกว่าสองตัวครับ และเช่นกันครับ 1 ไม่เป็นจำนวนประกอบด้วยเหตุผลเดียวกันคือมีตัวประกอบเพียงตัวเดียวนั่นเองครับ

จำนวน 1 อยู่ตรงไหนในระบบนี้?

เพื่อให้น้องๆ เข้าใจกระจ่างชัด พี่กฤษณ์จะขอสรุปสถานะของจำนวน 1 อีกครั้งนะครับ:

จำนวน 1 ไม่ใช่ทั้งจำนวนเฉพาะและจำนวนประกอบครับ

เพราะอะไรน่ะหรือครับ?

  • จำนวนเฉพาะต้องมีตัวประกอบ 2 ตัว (คือ 1 และตัวมันเอง) แต่ 1 มีตัวประกอบแค่ 1 ตัว (คือ 1)
  • จำนวนประกอบต้องมีตัวประกอบมากกว่า 2 ตัว แต่ 1 มีตัวประกอบแค่ 1 ตัว

ดังนั้น จำนวนนับทุกจำนวนที่มากกว่า 1 จะเป็นได้แค่จำนวนเฉพาะหรือไม่ก็เป็นจำนวนประกอบเท่านั้นครับ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้เลยครับ

การตรวจสอบว่าเป็นจำนวนเฉพาะหรือไม่: เทคนิคการหาร

น้องๆ คงอยากรู้ใช่ไหมครับว่า ถ้าเราเจอตัวเลขเยอะๆ จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นจำนวนเฉพาะหรือไม่ พี่กฤษณ์มีเทคนิคดีๆ มาบอกครับ
วิธีที่ง่ายที่สุดคือการลองหารครับ เราจะลองหารด้วยจำนวนเฉพาะที่น้อยๆ ก่อน เช่น 2, 3, 5, 7, … ถ้าหารลงตัว แสดงว่าไม่ใช่จำนวนเฉพาะครับ แต่ถ้าหารไม่ลงตัวไปเรื่อยๆ จะสรุปได้อย่างไรว่ามันเป็นจำนวนเฉพาะ?

เทคนิคสำคัญคือ: เราจะทดลองหารด้วยจำนวนเฉพาะที่น้อยกว่าหรือเท่ากับรากที่สองของจำนวนที่เรากำลังพิจารณาครับ ถ้ารากที่สองของจำนวนนั้นเป็นจำนวนเต็ม เราก็ต้องลองหารด้วยตัวนั้นครับ แต่ถ้าเป็นทศนิยม เราจะลองหารด้วยจำนวนเฉพาะที่น้อยกว่าหรือเท่ากับจำนวนเต็มที่ใกล้เคียงที่สุดที่น้อยกว่ารากที่สองนั้นครับ

ตัวอย่างที่ 1: 17 เป็นจำนวนเฉพาะหรือไม่

  1. หา 17 sqrt{17} ซึ่งประมาณ 4.12 ครับ
  2. เราจะทดลองหารด้วยจำนวนเฉพาะที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 4.12 ได้แก่ 2 และ 3 ครับ
  3. 17 หารด้วย 2 ไม่ลงตัว
  4. 17 หารด้วย 3 ไม่ลงตัว
  5. เนื่องจากเราได้ตรวจสอบจำนวนเฉพาะทั้งหมดที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 17 sqrt{17} แล้วไม่พบว่ามีตัวหารลงตัวเลย ดังนั้น 17 เป็นจำนวนเฉพาะครับ

ตัวอย่างที่ 2: 91 เป็นจำนวนเฉพาะหรือไม่

  1. หา 91 sqrt{91} ซึ่งประมาณ 9.54 ครับ
  2. เราจะทดลองหารด้วยจำนวนเฉพาะที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 9.54 ได้แก่ 2, 3, 5 และ 7 ครับ
  3. 91 หารด้วย 2 ไม่ลงตัว
  4. 91 หารด้วย 3 ไม่ลงตัว (เพราะผลรวมเลขโดด 9+1=10 หาร 3 ไม่ลงตัว)
  5. 91 หารด้วย 5 ไม่ลงตัว (เพราะลงท้ายด้วย 1 ไม่ใช่ 0 หรือ 5)
  6. 91 หารด้วย 7 ลงตัวครับ! ( 91 ÷ 7 = 13 91 div 7 = 13 )
  7. ดังนั้น 91 ไม่ใช่จำนวนเฉพาะครับ แต่เป็นจำนวนประกอบ เพราะมีตัวประกอบคือ 1, 7, 13 และ 91 ครับ

ทฤษฎีบทหลักมูลของเลขคณิต (Fundamental Theorem of Arithmetic)

แนวคิดของจำนวนเฉพาะไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการจำกัดความเท่านั้นนะครับ แต่ยังมีความสำคัญอย่างมากในทฤษฎีบทที่เรียกว่า “ทฤษฎีบทหลักมูลของเลขคณิต” ครับ ทฤษฎีบทนี้กล่าวไว้ว่า: “จำนวนนับทุกจำนวนที่มากกว่า 1 สามารถเขียนให้อยู่ในรูปผลคูณของจำนวนเฉพาะได้เพียงแบบเดียวเท่านั้น (โดยไม่คำนึงถึงลำดับของตัวประกอบเฉพาะ)”

ตัวอย่างครับ:

  • 12 = 2 × 2 × 3 = 2 2 × 3 12 = 2 times 2 times 3 = 2^2 times 3
  • 30 = 2 × 3 × 5 30 = 2 times 3 times 5
  • 100 = 2 × 2 × 5 × 5 = 2 2 × 5 2 100 = 2 times 2 times 5 times 5 = 2^2 times 5^2

ทฤษฎีบทนี้มีความสำคัญมากครับ เพราะมันบอกว่าจำนวนเฉพาะเป็นเหมือน “หน่วยที่เล็กที่สุด” หรือ “อิฐก้อนแรก” ที่ประกอบกันเป็นจำนวนนับอื่นๆ ทุกจำนวนครับ การที่เราสามารถแยกตัวประกอบของจำนวนใดๆ ให้อยู่ในรูปผลคูณของจำนวนเฉพาะได้ ทำให้เรานำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมากๆ ครับ

การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและคณิตศาสตร์

น้องๆ อาจจะคิดว่าเรื่องจำนวนเฉพาะกับจำนวนประกอบเป็นแค่ทฤษฎีในห้องเรียน แต่จริงๆ แล้วมีประโยชน์และถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายๆ ด้านเลยนะครับ

ตัวอย่างที่ 1: การหา ห.ร.ม. และ ค.ร.น.
การแยกตัวประกอบเฉพาะเป็นวิธีที่ทรงพลังในการหา ห.ร.ม. (ตัวหารร่วมมาก) และ ค.ร.น. (ตัวคูณร่วมน้อย) ครับ
สมมติเราต้องการหา ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ของ 12 และ 18 ครับ
ขั้นแรกเราแยกตัวประกอบเฉพาะของแต่ละจำนวน:
12 = 2 × 2 × 3 = 2 2 × 3 1 12 = 2 times 2 times 3 = 2^2 times 3^1
18 = 2 × 3 × 3 = 2 1 × 3 2 18 = 2 times 3 times 3 = 2^1 times 3^2

  • ห.ร.ม. (GCD): เราเลือกตัวประกอบเฉพาะที่ซ้ำกัน โดยเลือกกำลังที่น้อยที่สุดครับ
    ตัวประกอบที่ซ้ำกันคือ 2 และ 3 ครับ
    สำหรับ 2: มี 2 2 2^2 กับ 2 1 2^1 เราเลือก 2 1 2^1 ครับ
    สำหรับ 3: มี 3 1 3^1 กับ 3 2 3^2 เราเลือก 3 1 3^1 ครับ
    ดังนั้น ห.ร.ม. คือ 2 1 × 3 1 = 6 2^1 times 3^1 = 6 ครับ
  • ค.ร.น. (LCM): เราเลือกตัวประกอบเฉพาะทั้งหมด (ไม่ว่าซ้ำหรือไม่) โดยเลือกกำลังที่มากที่สุดครับ
    สำหรับ 2: มี 2 2 2^2 กับ 2 1 2^1 เราเลือก 2 2 2^2 ครับ
    สำหรับ 3: มี 3 1 3^1 กับ 3 2 3^2 เราเลือก 3 2 3^2 ครับ
    ดังนั้น ค.ร.น. คือ 2 2 × 3 2 = 4 × 9 = 36 2^2 times 3^2 = 4 times 9 = 36 ครับ

ตัวอย่างที่ 2: การเข้ารหัสข้อมูล (Cryptography)
ในโลกดิจิทัลที่เราอยู่ทุกวันนี้ การเข้ารหัสข้อมูลเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลสำคัญต่างๆ เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งครับ หลักการสำคัญของการเข้ารหัสแบบ RSA ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายนั้น อาศัยความยากในการแยกตัวประกอบของจำนวนประกอบขนาดใหญ่มากๆ ให้เป็นจำนวนเฉพาะครับ กล่าวคือ การที่เราคูณจำนวนเฉพาะขนาดใหญ่สองตัวเข้าด้วยกันจะทำได้ง่ายมาก แต่การที่เราจะหาว่าจำนวนประกอบขนาดใหญ่ที่ได้นั้นเกิดจากจำนวนเฉพาะสองตัวใดมาคูณกันนั้นทำได้ยากมาก ทำให้ระบบนี้มีความปลอดภัยสูงครับ เป็นเรื่องที่ซับซ้อนแต่ก็น่าทึ่งมากๆ เลยใช่ไหมครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำข้อสอบ

พี่กฤษณ์สังเกตเห็นว่าน้องๆ มักจะเจอข้อผิดพลาดเหล่านี้ในการทำข้อสอบเกี่ยวกับจำนวนเฉพาะและจำนวนประกอบครับ:

  • สับสนระหว่างจำนวนเฉพาะกับจำนวนคี่: จำนวนเฉพาะส่วนใหญ่เป็นจำนวนคี่จริงครับ แต่ 2 เป็นจำนวนเฉพาะที่เป็นเลขคู่ครับ และจำนวนคี่บางตัวก็ไม่ใช่จำนวนเฉพาะ เช่น 9 (เป็นจำนวนประกอบเพราะ 9 มีตัวประกอบคือ 1, 3, 9) หรือ 15 (เป็นจำนวนประกอบเพราะ 15 มีตัวประกอบคือ 1, 3, 5, 15) ครับ
  • คิดว่า 1 เป็นจำนวนเฉพาะหรือจำนวนประกอบ: น้องๆ หลายคนยังคงสับสนตรงจุดนี้ครับ ย้ำอีกครั้งว่า 1 ไม่ใช่ทั้งจำนวนเฉพาะและจำนวนประกอบนะครับ
  • การตรวจสอบจำนวนเฉพาะไม่ครบ: บางครั้งน้องๆ อาจจะรีบตรวจสอบแค่จำนวนเฉพาะไม่กี่ตัวแรก เช่น 2, 3, 5 แล้วสรุปเลย ซึ่งอาจผิดพลาดได้ครับ อย่างในตัวอย่าง 91 ที่น้องๆ อาจคิดว่าเป็นจำนวนเฉพาะถ้าตรวจไม่ถึง 7 ครับ
  • ลืมพิจารณาถึงรากที่สองในการตรวจสอบ: การที่เราลองหารด้วยจำนวนเฉพาะแค่ถึงรากที่สองของจำนวนนั้น เป็นเทคนิคที่ช่วยประหยัดเวลาและทำให้เรามั่นใจได้ว่าการตรวจสอบของเราครอบคลุมเพียงพอครับ

สรุปแนวคิดสำคัญที่ต้องจำ

ก่อนจบบทความนี้ พี่กฤษณ์ขอสรุปแนวคิดสำคัญที่น้องๆ ต้องจำให้ขึ้นใจอีกครั้งนะครับ:

  • จำนวนนับ (Natural numbers): 1, 2, 3, …
  • ตัวประกอบ (Factors/Divisors): จำนวนที่หารจำนวนนับนั้นได้ลงตัว
  • จำนวนเฉพาะ (Prime numbers): จำนวนนับที่มากกว่า 1 และมีตัวประกอบเพียง 2 ตัวเท่านั้น คือ 1 และตัวมันเอง (เช่น 2, 3, 5, 7, 11)
  • จำนวนประกอบ (Composite numbers): จำนวนนับที่มากกว่า 1 และมีตัวประกอบมากกว่า 2 ตัว (เช่น 4, 6, 8, 9, 10)
  • จำนวน 1 (One): ไม่เป็นทั้งจำนวนเฉพาะและจำนวนประกอบครับ
  • ทฤษฎีบทหลักมูลของเลขคณิต (Fundamental Theorem of Arithmetic): จำนวนนับทุกจำนวนที่มากกว่า 1 สามารถแยกเป็นผลคูณของจำนวนเฉพาะได้แบบเดียวเท่านั้น
  • การประยุกต์ใช้: ใช้ในการหา ห.ร.ม. และ ค.ร.น. รวมถึงการเข้ารหัสข้อมูลในโลกดิจิทัลด้วยครับ

หวังว่าน้องๆ จะเข้าใจเรื่องจำนวนเฉพาะและจำนวนประกอบมากขึ้นนะครับ การเข้าใจพื้นฐานที่แข็งแรงจะทำให้น้องๆ ต่อยอดความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปได้อย่างมั่นคงแน่นอนครับ

ถ้าน้องๆ สนใจอยากเรียนรู้คณิตศาสตร์ให้สนุกและเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนเฉพาะ การแก้โจทย์ปัญหาที่ซับซ้อน หรือเตรียมตัวสอบเข้าในระดับต่างๆ พี่กฤษณ์ก็พร้อมจะช่วยติวน้องๆ อย่างเต็มที่เลยนะครับ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์สเรียนของพี่กฤษณ์ได้ในเว็บไซต์นี้เลยครับ มีทั้งคอร์สสด คอร์สออนไลน์ที่น้องๆ สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา และคอร์สตัวต่อตัวที่เน้นการเรียนรู้เฉพาะบุคคลด้วยครับ

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *