Skip to content
Home » บทความ » การคำนวณความน่าจะเป็นของเหตุการณ์อย่างง่ายและเหตุการณ์ประกอบ

การคำนวณความน่าจะเป็นของเหตุการณ์อย่างง่ายและเหตุการณ์ประกอบ

การคำนวณความน่าจะเป็นของเหตุการณ์อย่างง่ายและเหตุการณ์ประกอบ

วิชาความน่าจะเป็น (Probability) เป็นสาขาหนึ่งของคณิตศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาโอกาสที่เหตุการณ์ต่างๆ จะเกิดขึ้นครับ เราใช้มันเพื่อพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีหลักการ ไม่ว่าจะเป็นการพยากรณ์อากาศ การลงทุนในตลาดหุ้น หรือแม้แต่การเล่นเกมต่างๆ ก็ล้วนเกี่ยวข้องกับความน่าจะเป็นทั้งสิ้นครับ

เหตุการณ์อย่างง่าย (Simple Events)

มาเริ่มต้นกันที่พื้นฐานที่สุด นั่นคือ เหตุการณ์อย่างง่าย ครับ เหตุการณ์อย่างง่ายคือเหตุการณ์ที่มีผลลัพธ์ที่เป็นไปได้เพียงหนึ่งอย่างเท่านั้นในการทดลองสุ่มครั้งเดียวครับ ก่อนที่เราจะคำนวณความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ใดๆ เราจำเป็นต้องรู้จักคำศัพท์พื้นฐานสองคำก่อนครับ คือ

  • แซมเปิลสเปซ (Sample Space – S): คือ เซตของผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมดของการทดลองสุ่มครับ เช่น ถ้าเราโยนเหรียญหนึ่งครั้ง แซมเปิลสเปซคือ {หัว, ก้อย} หรือถ้าเราทอดลูกเต๋าหนึ่งลูกหนึ่งครั้ง แซมเปิลสเปซคือ {1, 2, 3, 4, 5, 6} ครับ
  • เหตุการณ์ (Event – E): คือ สับเซตของแซมเปิลสเปซ หรือกลุ่มของผลลัพธ์ที่เราสนใจครับ เช่น เหตุการณ์ที่โยนเหรียญแล้วได้หัว หรือเหตุการณ์ที่ทอดลูกเต๋าแล้วได้แต้มคู่ครับ

การคำนวณความน่าจะเป็นของเหตุการณ์อย่างง่ายทำได้โดยใช้สูตรพื้นฐานนี้ครับ

P ( E ) = จำนวนผลลัพธ์ของเหตุการณ์ที่สนใจ จำนวนผลลัพธ์ทั้งหมดในแซมเปิลสเปซ P(E) = frac{text{จำนวนผลลัพธ์ของเหตุการณ์ที่สนใจ}}{text{จำนวนผลลัพธ์ทั้งหมดในแซมเปิลสเปซ}}

หรืออาจเขียนเป็นสัญลักษณ์ได้ว่า

P ( E ) = n ( E ) n ( S ) P(E) = frac{n(E)}{n(S)}

เมื่อ P ( E ) P(E) คือความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ E E ค่าของความน่าจะเป็นจะอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 เสมอครับ (0 หมายถึงไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย และ 1 หมายถึงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน)

ตัวอย่างที่ 1: การโยนเหรียญ

สมมติว่าเราโยนเหรียญบาทหนึ่งเหรียญหนึ่งครั้ง ต้องการหาความน่าจะเป็นที่จะได้ “หัว”

วิธีคิด:

แซมเปิลสเปซ (S) คือ {หัว, ก้อย} ดังนั้น n ( S ) = 2 n(S) = 2 ครับ
เหตุการณ์ (E) ที่เราสนใจคือได้หัว ซึ่งมี 1 ผลลัพธ์ ดังนั้น n ( E ) = 1 n(E) = 1 ครับ

P ( ได้หัว ) = n ( E ) n ( S ) = 1 2 P(text{ได้หัว}) = frac{1}{2}

ดังนั้น ความน่าจะเป็นที่จะได้หัวคือ 1 2 frac{1}{2} หรือ 0.5 ครับ

ตัวอย่างที่ 2: การทอดลูกเต๋า

ถ้าเราทอดลูกเต๋าหนึ่งลูกหนึ่งครั้ง ต้องการหาความน่าจะเป็นที่จะได้แต้มเป็นจำนวนคู่

วิธีคิด:

แซมเปิลสเปซ (S) คือ {1, 2, 3, 4, 5, 6} ดังนั้น n ( S ) = 6 n(S) = 6 ครับ
เหตุการณ์ (E) ที่เราสนใจคือได้แต้มเป็นจำนวนคู่ ซึ่งได้แก่ {2, 4, 6} มี 3 ผลลัพธ์ ดังนั้น n ( E ) = 3 n(E) = 3 ครับ

P ( ได้แต้มคู่ ) = n ( E ) n ( S ) = 3 6 = 1 2 P(text{ได้แต้มคู่}) = frac{3}{6} = frac{1}{2}

ดังนั้น ความน่าจะเป็นที่จะได้แต้มเป็นจำนวนคู่คือ 1 2 frac{1}{2} ครับ

เหตุการณ์ประกอบ (Compound Events)

เหตุการณ์ประกอบคือเหตุการณ์ที่เกิดจากการรวมกันของเหตุการณ์อย่างง่ายตั้งแต่สองเหตุการณ์ขึ้นไป ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่พร้อมกันก็ได้ครับ การคำนวณความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ประกอบต้องใช้หลักการเพิ่มเติมเข้ามาครับ

เราจะแบ่งเหตุการณ์ประกอบออกเป็นสองประเภทหลักๆ คือ เหตุการณ์ที่อิสระต่อกัน (Independent Events) และ เหตุการณ์ที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Events) รวมถึงการรวมกันของเหตุการณ์ (Union) และการเกิดร่วมกันของเหตุการณ์ (Intersection) ครับ

1. กฎการบวก (Addition Rule)

กฎการบวกใช้เมื่อเราสนใจความน่าจะเป็นที่เหตุการณ์ A หรือ เหตุการณ์ B จะเกิดขึ้นครับ

  • สำหรับเหตุการณ์ที่ไม่เกิดร่วมกัน (Mutually Exclusive Events): คือเหตุการณ์ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ครับ เช่น การทอดลูกเต๋าแล้วได้แต้ม 1 และได้แต้ม 2 ในการทอดครั้งเดียวกัน เป็นไปไม่ได้ครับ
    สูตรคือ:
    P ( A B ) = P ( A ) + P ( B ) P(A cup B) = P(A) + P(B)
  • สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดร่วมกัน (Non-Mutually Exclusive Events): คือเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ครับ เช่น การทอดลูกเต๋าแล้วได้แต้มคู่และได้แต้มที่หารด้วย 3 ลงตัว (คือแต้ม 6) เป็นไปได้ครับ
    สูตรคือ:
    P ( A B ) = P ( A ) + P ( B ) P ( A B ) P(A cup B) = P(A) + P(B) – P(A cap B)
    โดยที่ P ( A B ) P(A cap B) คือความน่าจะเป็นที่เหตุการณ์ A และเหตุการณ์ B จะเกิดขึ้นพร้อมกันครับ

ตัวอย่างที่ 3: เหตุการณ์ที่ไม่เกิดร่วมกัน

ในถุงมีลูกบอลสีแดง 5 ลูก สีน้ำเงิน 3 ลูก และสีเขียว 2 ลูก สุ่มหยิบ 1 ลูก จงหาความน่าจะเป็นที่จะได้ลูกบอลสีแดง หรือ สีน้ำเงิน

วิธีคิด:

จำนวนลูกบอลทั้งหมด n ( S ) = 5 + 3 + 2 = 10 n(S) = 5+3+2 = 10 ลูก
ให้ A เป็นเหตุการณ์ที่ได้ลูกบอลสีแดง P ( A ) = 5 10 P(A) = frac{5}{10}
ให้ B เป็นเหตุการณ์ที่ได้ลูกบอลสีน้ำเงิน P ( B ) = 3 10 P(B) = frac{3}{10}
เหตุการณ์ A และ B ไม่สามารถเกิดพร้อมกันได้ (หยิบได้แดงและน้ำเงินพร้อมกันไม่ได้ในการหยิบครั้งเดียว) ดังนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกิดร่วมกัน

P ( A B ) = P ( A ) + P ( B ) = 5 10 + 3 10 = 8 10 = 4 5 P(A cup B) = P(A) + P(B) = frac{5}{10} + frac{3}{10} = frac{8}{10} = frac{4}{5}

ความน่าจะเป็นที่จะได้ลูกบอลสีแดงหรือสีน้ำเงินคือ 4 5 frac{4}{5} ครับ

ตัวอย่างที่ 4: เหตุการณ์ที่เกิดร่วมกัน

ทอดลูกเต๋าหนึ่งลูกหนึ่งครั้ง จงหาความน่าจะเป็นที่จะได้แต้มคู่ หรือ แต้มที่หารด้วย 3 ลงตัว

วิธีคิด:

แซมเปิลสเปซ (S) คือ {1, 2, 3, 4, 5, 6} ดังนั้น n ( S ) = 6 n(S) = 6 ครับ
ให้ A เป็นเหตุการณ์ที่ได้แต้มคู่ = {2, 4, 6} ดังนั้น P ( A ) = 3 6 P(A) = frac{3}{6}
ให้ B เป็นเหตุการณ์ที่ได้แต้มที่หารด้วย 3 ลงตัว = {3, 6} ดังนั้น P ( B ) = 2 6 P(B) = frac{2}{6}
เหตุการณ์ A และ B เกิดร่วมกันได้ คือแต้ม 6
ดังนั้น A B A cap B = {6} ซึ่ง n ( A B ) = 1 n(A cap B) = 1 และ P ( A B ) = 1 6 P(A cap B) = frac{1}{6}

ใช้สูตรสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดร่วมกัน:
P ( A B ) = P ( A ) + P ( B ) P ( A B ) = 3 6 + 2 6 1 6 = 4 6 = 2 3 P(A cup B) = P(A) + P(B) – P(A cap B) = frac{3}{6} + frac{2}{6} – frac{1}{6} = frac{4}{6} = frac{2}{3}

ความน่าจะเป็นที่จะได้แต้มคู่หรือแต้มที่หารด้วย 3 ลงตัวคือ 2 3 frac{2}{3} ครับ

2. กฎการคูณ (Multiplication Rule)

กฎการคูณใช้เมื่อเราสนใจความน่าจะเป็นที่เหตุการณ์ A และ เหตุการณ์ B จะเกิดขึ้นครับ

  • สำหรับเหตุการณ์อิสระต่อกัน (Independent Events): คือเหตุการณ์ที่การเกิดของเหตุการณ์หนึ่งไม่มีผลต่อความน่าจะเป็นของการเกิดอีกเหตุการณ์หนึ่งครับ เช่น การโยนเหรียญสองครั้ง ผลลัพธ์ของการโยนครั้งแรกไม่มีผลต่อครั้งที่สองครับ
    สูตรคือ:
    P ( A B ) = P ( A ) × P ( B ) P(A cap B) = P(A) times P(B)
  • สำหรับเหตุการณ์ไม่อิสระต่อกัน (Dependent Events): คือเหตุการณ์ที่การเกิดของเหตุการณ์หนึ่งมีผลต่อความน่าจะเป็นของการเกิดอีกเหตุการณ์หนึ่งครับ มักจะเจอในโจทย์ที่มีการหยิบของแล้วไม่ใส่คืนครับ
    สูตรคือ:
    P ( A B ) = P ( A ) × P ( B | A ) P(A cap B) = P(A) times P(B|A)
    โดยที่ P ( B | A ) P(B|A) คือความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ B เมื่อเหตุการณ์ A เกิดขึ้นไปแล้ว (Conditional Probability) ครับ

ตัวอย่างที่ 5: เหตุการณ์อิสระต่อกัน

โยนเหรียญบาท 2 เหรียญหนึ่งครั้ง จงหาความน่าจะเป็นที่จะได้หัวทั้งสองเหรียญ

วิธีคิด:

ให้ A เป็นเหตุการณ์ที่ได้หัวจากการโยนเหรียญแรก P ( A ) = 1 2 P(A) = frac{1}{2}
ให้ B เป็นเหตุการณ์ที่ได้หัวจากการโยนเหรียญที่สอง P ( B ) = 1 2 P(B) = frac{1}{2}
เหตุการณ์ A และ B เป็นอิสระต่อกัน (ผลลัพธ์ของเหรียญแรกไม่มีผลต่อเหรียญที่สอง)

P ( A B ) = P ( A ) × P ( B ) = 1 2 × 1 2 = 1 4 P(A cap B) = P(A) times P(B) = frac{1}{2} times frac{1}{2} = frac{1}{4}

ความน่าจะเป็นที่จะได้หัวทั้งสองเหรียญคือ 1 4 frac{1}{4} ครับ

ตัวอย่างที่ 6: เหตุการณ์ไม่อิสระต่อกัน

ในกล่องมีลูกแก้วสีแดง 3 ลูก สีน้ำเงิน 2 ลูก สุ่มหยิบลูกแก้ว 2 ลูก โดยหยิบทีละลูกและไม่ใส่คืน จงหาความน่าจะเป็นที่จะได้ลูกแก้วสีแดงทั้งสองลูก

วิธีคิด:

ให้ A เป็นเหตุการณ์ที่หยิบได้ลูกแก้วสีแดงลูกแรก
ลูกแก้วทั้งหมดมี 5 ลูก (แดง 3, น้ำเงิน 2) ดังนั้น P ( A ) = 3 5 P(A) = frac{3}{5}
ให้ B เป็นเหตุการณ์ที่หยิบได้ลูกแก้วสีแดงลูกที่สอง เมื่อ ลูกแรกเป็นสีแดงไปแล้ว (ไม่ใส่คืน)
ตอนนี้ในกล่องเหลือลูกแก้ว 4 ลูก (แดง 2, น้ำเงิน 2) ดังนั้น P ( B | A ) = 2 4 = 1 2 P(B|A) = frac{2}{4} = frac{1}{2}

ใช้สูตรสำหรับเหตุการณ์ไม่อิสระต่อกัน:
P ( A B ) = P ( A ) × P ( B | A ) = 3 5 × 1 2 = 3 10 P(A cap B) = P(A) times P(B|A) = frac{3}{10}

ความน่าจะเป็นที่จะได้ลูกแก้วสีแดงทั้งสองลูกคือ 3 10 frac{3}{10} ครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและเทคนิคในการทำโจทย์

น้องๆ หลายคนมักจะสับสนในเรื่องพื้นฐาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดพลาดในข้อที่ยากขึ้นครับ

  • สับสนระหว่าง “ไม่เกิดร่วมกัน” กับ “อิสระต่อกัน”:

    เหตุการณ์ไม่เกิดร่วมกัน (Mutually Exclusive) คือ เหตุการณ์ที่ไม่มีผลลัพธ์ร่วมกัน ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เช่น หยิบไพ่หนึ่งใบแล้วได้โพดำ และ โพแดงพร้อมกัน เป็นไปไม่ได้ ในทางคณิตศาสตร์ P ( A B ) = 0 P(A cap B) = 0 ครับ

    เหตุการณ์อิสระต่อกัน (Independent) คือ เหตุการณ์ที่การเกิดของเหตุการณ์หนึ่งไม่ส่งผลต่อโอกาสการเกิดของอีกเหตุการณ์หนึ่ง เช่น โยนเหรียญครั้งแรกได้หัว ไม่ได้หมายความว่าครั้งที่สองจะต้องได้ก้อยเสมอไปครับ ในทางคณิตศาสตร์ P ( A B ) = P ( A ) × P ( B ) P(A cap B) = P(A) times P(B) ครับ

    สิ่งสำคัญที่น้องๆ ควรจำคือ เหตุการณ์ที่ “ไม่เกิดร่วมกัน” ไม่ได้หมายความว่าเป็น “อิสระต่อกัน” เสมอไป นะครับ (ยกเว้นในกรณีพิเศษที่เหตุการณ์หนึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้) และในทางกลับกันก็เช่นกัน
  • การนับผลลัพธ์ไม่ถูกต้อง: การนับ n ( E ) n(E) และ n ( S ) n(S) ให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าโจทย์ซับซ้อนขึ้น อาจจะต้องใช้หลักการนับเบื้องต้น เช่น การเรียงสับเปลี่ยน (Permutation) หรือ การจัดหมู่ (Combination) มาช่วยครับ แต่สำหรับเหตุการณ์อย่างง่ายและประกอบเบื้องต้น เรามักจะลิสต์ผลลัพธ์ออกมาได้ตรงๆ ครับ
  • การปรับเปลี่ยนแซมเปิลสเปซในเหตุการณ์ไม่อิสระ: เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนหน้า และส่งผลต่อเหตุการณ์ถัดไป (เช่น หยิบของแล้วไม่ใส่คืน) อย่าลืมปรับจำนวนผลลัพธ์ทั้งหมดในแซมเปิลสเปซและจำนวนผลลัพธ์ของเหตุการณ์ที่สนใจให้ถูกต้องด้วยนะครับ
  • อ่านโจทย์ให้ละเอียด: คำว่า “หรือ” มักใช้กับกฎการบวก ส่วนคำว่า “และ” มักใช้กับกฎการคูณครับ การตีความโจทย์ให้ถูกจึงเป็นกุญแจสำคัญครับ

การประยุกต์ใช้ความน่าจะเป็น

ความน่าจะเป็นไม่ได้มีแค่ในห้องเรียนนะครับ แต่มันถูกนำไปใช้ในหลายๆ สาขาเลยทีเดียว เช่น

  • วิทยาศาสตร์และวิศวกรรม: ใช้ในการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์, การวิเคราะห์ความน่าจะเป็นที่เครื่องจักรจะทำงานผิดพลาด
  • การแพทย์: ประเมินความเสี่ยงของโรค, ความน่าจะเป็นที่การรักษาจะได้ผล
  • การเงินและการลงทุน: วิเคราะห์ความน่าจะเป็นที่หุ้นจะขึ้นหรือลง, การบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
  • เกมและกีฬา: ใช้ในการคำนวณโอกาสชนะในเกมต่างๆ หรือการวิเคราะห์สถิติผลการแข่งขันกีฬา
  • การพยากรณ์อากาศ: บอกโอกาสที่จะมีฝนตก หรืออุณหภูมิจะสูงขึ้นหรือต่ำลง

จะเห็นได้ว่าความน่าจะเป็นเป็นเครื่องมือที่มีพลังมากในการทำความเข้าใจและคาดการณ์โลกที่เราอยู่ครับ

สรุปแนวคิดสำคัญ

น้องๆ ครับ หัวใจของการคำนวณความน่าจะเป็นมีอยู่ไม่กี่ข้อครับ

  1. ทำความเข้าใจคำว่า “แซมเปิลสเปซ” และ “เหตุการณ์”
  2. รู้สูตรพื้นฐานของความน่าจะเป็น P ( E ) = n ( E ) n ( S ) P(E) = frac{n(E)}{n(S)}
  3. แยกให้ออกว่าเหตุการณ์ที่สนใจเป็น “หรือ” (กฎการบวก) หรือ “และ” (กฎการคูณ)
  4. สำหรับกฎการบวก ต้องพิจารณาว่าเหตุการณ์เกิดร่วมกันได้หรือไม่ ถ้าได้ต้องลบส่วนที่ซ้ำออก ( P ( A B ) P(A cap B) )
  5. สำหรับกฎการคูณ ต้องพิจารณาว่าเหตุการณ์เป็นอิสระต่อกันหรือไม่ ถ้าไม่เป็นอิสระต่อกัน ต้องใช้ความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข ( P ( B | A ) P(B|A) )

ถ้าเราเข้าใจหลักการเหล่านี้ ฝึกทำโจทย์เยอะๆ แล้วน้องๆ จะเก่งเรื่องความน่าจะเป็นได้อย่างแน่นอนครับ

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้น้องๆ เข้าใจเรื่องความน่าจะเป็นของเหตุการณ์อย่างง่ายและเหตุการณ์ประกอบได้มากขึ้นนะครับ การเรียนคณิตศาสตร์ต้องอาศัยความเข้าใจและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ หากน้องๆ ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบทเรียนคณิตศาสตร์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความน่าจะเป็น สถิติ แคลคูลัส หรือเนื้อหาใดๆ ก็ตาม พี่กฤษณ์ยินดีช่วยเต็มที่เลยครับ น้องๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์สเรียนของพี่กฤษณ์ได้ในเว็บไซต์นี้เลยครับ มีทั้งคอร์สสดที่น้องๆ สามารถมาเรียนกับพี่กฤษณ์ได้โดยตรง คอร์สออนไลน์ที่สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือจะเป็นคอร์สตัวต่อตัวเพื่อการเรียนรู้ที่เข้มข้นและตรงจุดตามความต้องการของน้องๆ ครับ

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *