Skip to content
Home » บทความ » แผนภาพเวนน์กับการแก้โจทย์เซต

แผนภาพเวนน์กับการแก้โจทย์เซต

แผนภาพเวนน์กับการแก้โจทย์เซต

น้องๆ คงเคยได้ยินคำว่า “เซต” กันมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ ในทางคณิตศาสตร์ เซตคือการรวมกลุ่มของสิ่งของต่างๆ ที่มีลักษณะบางอย่างร่วมกันอย่างชัดเจน เช่น เซตของผลไม้ที่กินได้ เซตของจำนวนเต็มบวก หรือเซตของนักเรียนที่ชอบเรียนคณิตศาสตร์ครับ การเรียนเรื่องเซตนั้นเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปต่อยอดในเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย และแผนภาพเวนน์นี่แหละครับที่จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้น้องๆ เห็นภาพความสัมพันธ์ของเซตต่างๆ ได้อย่างชัดเจน

ทำความรู้จักกับแผนภาพเวนน์และสัญลักษณ์พื้นฐาน

แผนภาพเวนน์คือแผนภาพที่ใช้รูปวงกลมหรือวงรีแทนเซตต่างๆ และใช้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแทนเอกภพสัมพัทธ์ (Universal Set) ซึ่งเป็นเซตที่ใหญ่ที่สุดที่รวบรวมสมาชิกทั้งหมดที่เราสนใจในบริบทนั้นๆ ครับ การใช้แผนภาพเวนน์ช่วยให้เรามองเห็นการซ้อนทับกัน ความแตกต่าง หรือส่วนที่ไม่ได้อยู่ในเซตใดเลย ได้อย่างง่ายดาย

สัญลักษณ์และหลักการพื้นฐานที่ต้องรู้

  • เอกภพสัมพัทธ์ (Universal Set, U): แทนด้วยสี่เหลี่ยมผืนผ้าครอบวงกลมทั้งหมด หมายถึงเซตที่ใหญ่ที่สุดที่พิจารณาในโจทย์นั้นๆ ครับ
  • เซต (Set): แทนด้วยวงกลมหรือวงรีภายในสี่เหลี่ยมผืนผ้า เช่น เซต A, เซต B
  • สมาชิกของเซต (Element): สิ่งที่อยู่ในเซตนั้นๆ
  • จำนวนสมาชิกของเซต (Cardinality, n(A)): จำนวนสมาชิกทั้งหมดในเซต A ครับ เช่น ถ้าเซต A = {1, 2, 3} แล้ว n(A)=3n(A) = 3 ครับ

การดำเนินการระหว่างเซตและการแสดงผลด้วยแผนภาพเวนน์

การดำเนินการระหว่างเซตคือการนำเซตตั้งแต่สองเซตขึ้นไปมาทำอะไรบางอย่างกัน เพื่อให้ได้เซตใหม่ครับ

1. ยูเนียน (Union, cup)

ยูเนียนของเซต A และเซต B (ABA cup B) คือเซตที่ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมดที่อยู่ในเซต A หรืออยู่ในเซต B หรืออยู่ในทั้งสองเซตครับ บนแผนภาพเวนน์ก็คือการแรเงาพื้นที่ของวงกลม A และวงกลม B ทั้งหมดรวมกันนั่นเอง

สำหรับจำนวนสมาชิก เรามีสูตรสำคัญที่ใช้บ่อยมากๆ ครับ

n ( A B ) = n ( A ) + n ( B ) n ( A B ) n(A cup B) = n(A) + n(B) – n(A cap B)

ที่เราต้องลบ n(AB)n(A cap B) ออกไปหนึ่งครั้งก็เพราะว่าสมาชิกที่อยู่ในทั้ง A และ B ถูกนับซ้ำไปสองครั้งนั่นเองครับ

2. อินเตอร์เซกชัน (Intersection, cap)

อินเตอร์เซกชันของเซต A และเซต B (ABA cap B) คือเซตที่ประกอบด้วยสมาชิกที่อยู่ในทั้งเซต A และเซต B ครับ บนแผนภาพเวนน์ก็คือบริเวณที่วงกลม A และวงกลม B ทับซ้อนกัน

3. ผลต่าง (Set Difference, หรือ setminus)

ผลต่างของเซต A และเซต B (ABA – B หรือ ABA setminus B) คือเซตของสมาชิกที่อยู่ในเซต A แต่ไม่อยู่ในเซต B ครับ บนแผนภาพเวนน์ก็คือพื้นที่ในวงกลม A ที่ไม่ได้ทับซ้อนกับวงกลม B นั่นเอง หรือที่เราชอบเรียกว่า “A อย่างเดียว” ครับ

สำหรับจำนวนสมาชิก: n(AB)=n(A)n(AB)n(A – B) = n(A) – n(A cap B) ครับ

4. คอมพลีเมนต์ (Complement, AA’ หรือ AcA^c)

คอมพลีเมนต์ของเซต A (AA’) คือเซตของสมาชิกทั้งหมดที่อยู่ในเอกภพสัมพัทธ์ (U) แต่ไม่อยู่ในเซต A ครับ บนแผนภาพเวนน์ก็คือพื้นที่ภายนอกวงกลม A แต่ยังคงอยู่ภายในสี่เหลี่ยมผืนผ้า U

สำหรับจำนวนสมาชิก: n(A)=n(U)n(A)n(A’) = n(U) – n(A) ครับ

กลยุทธ์การแก้โจทย์เซตด้วยแผนภาพเวนน์ (กรณี 2 เซต)

การใช้แผนภาพเวนน์เพื่อแก้โจทย์ที่มี 2 เซตเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมาครับ

  1. วาดแผนภาพเวนน์: วาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าแทนเอกภพสัมพัทธ์ และวงกลม 2 วงที่ทับซ้อนกันแทนเซต A และ B
  2. ระบุพื้นที่ต่างๆ: แบ่งแผนภาพออกเป็น 4 ส่วนที่ชัดเจนคือ
    • A อย่างเดียว (ABA – B)
    • B อย่างเดียว (BAB – A)
    • ทั้ง A และ B (ABA cap B)
    • ไม่ A และไม่ B ((AB)(A cup B)’)
  3. ใส่ข้อมูลที่โจทย์ให้มา: โดยปกติให้เริ่มจากส่วนที่ทับซ้อนกัน (อินเตอร์เซกชัน) ก่อนเสมอครับ จากนั้นจึงค่อยๆ คำนวณส่วนอื่นๆ ที่เหลือ

ตัวอย่างที่ 1: การสำรวจความชอบ (2 เซต)

ในการสำรวจนักเรียน 100 คน พบว่ามีนักเรียนชอบวิชาคณิตศาสตร์ 60 คน ชอบวิชาภาษาอังกฤษ 40 คน และชอบทั้งสองวิชา 20 คน จงหาจำนวนนักเรียนที่

  1. ชอบวิชาคณิตศาสตร์เพียงวิชาเดียว
  2. ชอบวิชาภาษาอังกฤษเพียงวิชาเดียว
  3. ไม่ชอบวิชาใดเลยทั้งสองวิชา

แนวคิดและการแก้ปัญหา:

ให้น้องๆ วาดแผนภาพเวนน์ครับ โดยให้

  • U แทนเซตของนักเรียนทั้งหมด (n(U)=100n(U) = 100)
  • M แทนเซตของนักเรียนที่ชอบคณิตศาสตร์ (n(M)=60n(M) = 60)
  • E แทนเซตของนักเรียนที่ชอบภาษาอังกฤษ (n(E)=40n(E) = 40)
  • ส่วนที่ชอบทั้งสองวิชา (MEM cap E) คือ 20 คน (n(ME)=20n(M cap E) = 20)

ขั้นที่ 1: ใส่ข้อมูลในส่วนที่ทับซ้อนกันก่อน นั่นคือ n(ME)=20n(M cap E) = 20 ครับ

ขั้นที่ 2: คำนวณส่วนที่เหลือ

  1. ชอบวิชาคณิตศาสตร์เพียงวิชาเดียว (MEM – E):

    จำนวนนักเรียนที่ชอบคณิตศาสตร์ทั้งหมด คือ n(M)=60n(M) = 60 คน ในจำนวนนี้มี 20 คนที่ชอบอังกฤษด้วย ดังนั้นคนที่ชอบคณิตศาสตร์อย่างเดียวคือ

    n(ME)=n(M)n(ME)=6020=40n(M – E) = n(M) – n(M cap E) = 60 – 20 = 40 คน ครับ
  2. ชอบวิชาภาษาอังกฤษเพียงวิชาเดียว (EME – M):

    จำนวนนักเรียนที่ชอบภาษาอังกฤษทั้งหมด คือ n(E)=40n(E) = 40 คน ในจำนวนนี้มี 20 คนที่ชอบคณิตศาสตร์ด้วย ดังนั้นคนที่ชอบภาษาอังกฤษอย่างเดียวคือ

    n(EM)=n(E)n(ME)=4020=20n(E – M) = n(E) – n(M cap E) = 40 – 20 = 20 คน ครับ
  3. ไม่ชอบวิชาใดเลยทั้งสองวิชา ((ME)(M cup E)’):

    จำนวนนักเรียนที่ชอบอย่างน้อยหนึ่งวิชา คือ n(ME)=n(ME)+n(EM)+n(ME)=40+20+20=80n(M cup E) = n(M – E) + n(E – M) + n(M cap E) = 40 + 20 + 20 = 80 คน

    หรือใช้สูตร n(ME)=n(M)+n(E)n(ME)=60+4020=80n(M cup E) = n(M) + n(E) – n(M cap E) = 60 + 40 – 20 = 80 คน

    ดังนั้น จำนวนนักเรียนที่ไม่ชอบวิชาใดเลยคือ n(U)n(ME)=10080=20n(U) – n(M cup E) = 100 – 80 = 20 คน ครับ

จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่าแผนภาพเวนน์ช่วยให้เราจัดระเบียบข้อมูลและคำนวณส่วนต่างๆ ได้ง่ายขึ้นมากครับ

กลยุทธ์การแก้โจทย์เซตด้วยแผนภาพเวนน์ (กรณี 3 เซต)

เมื่อมี 3 เซต การวาดแผนภาพเวนน์ก็ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ แต่ต้องระวังเรื่องการระบุพื้นที่ให้ละเอียดขึ้น

สำหรับ 3 เซต A, B, C สูตรสำหรับจำนวนสมาชิกของยูเนียนคือ

n ( A B C ) = n ( A ) + n ( B ) + n ( C ) n ( A B ) n ( A C ) n ( B C ) + n ( A B C ) n(A cup B cup C) = n(A) + n(B) + n(C) – n(A cap B) – n(A cap C) – n(B cap C) + n(A cap B cap C)

แม้จะมีสูตรนี้ แต่พี่กฤษณ์แนะนำให้น้องๆ ใช้แผนภาพเวนน์ในการเติมตัวเลขจากข้างในสุดออกข้างนอกจะดีกว่าครับ เพราะจะลดโอกาสผิดพลาดได้มากและมองเห็นภาพชัดเจนกว่าการจำสูตรอย่างเดียวครับ

ตัวอย่างที่ 2: การสำรวจนักเรียน 3 กลุ่ม (3 เซต)

ในการสำรวจนักเรียน 120 คน เกี่ยวกับชมรมที่สนใจ พบข้อมูลดังนี้

  • ชมรมดนตรี 50 คน
  • ชมรมกีฬา 60 คน
  • ชมรมศิลปะ 40 คน
  • ชมรมดนตรีและกีฬา 20 คน
  • ชมรมดนตรีและศิลปะ 15 คน
  • ชมรมกีฬาและศิลปะ 10 คน
  • ชมรมดนตรี กีฬา และศิลปะ 5 คน

จงหาจำนวนนักเรียนที่

  1. สนใจชมรมดนตรีเพียงชมรมเดียว
  2. สนใจเพียงสองชมรมเท่านั้น
  3. ไม่สนใจชมรมใดเลย

แนวคิดและการแก้ปัญหา:

ให้น้องๆ วาดแผนภาพเวนน์ 3 วงครับ โดยให้ M แทนดนตรี, S แทนกีฬา, A แทนศิลปะ และ n(U)=120n(U) = 120

หลักการเติมข้อมูลในแผนภาพ (สำคัญมาก!):

  1. เริ่มจากส่วนที่ทับซ้อนกันมากที่สุด (ตรงกลางสุด) ก่อนเสมอ: คือ n(MSA)=5n(M cap S cap A) = 5 คน
  2. คำนวณส่วนที่ทับซ้อนกันทีละสองเซต:
    • M และ S (อย่างเดียว): n(MS)=20n(M cap S) = 20 คน แต่มี 5 คนที่สนใจ A ด้วย ดังนั้นส่วนที่สนใจ M และ S อย่างเดียวคือ 205=1520 – 5 = 15 คน
    • M และ A (อย่างเดียว): n(MA)=15n(M cap A) = 15 คน แต่มี 5 คนที่สนใจ S ด้วย ดังนั้นส่วนที่สนใจ M และ A อย่างเดียวคือ 155=1015 – 5 = 10 คน
    • S และ A (อย่างเดียว): n(SA)=10n(S cap A) = 10 คน แต่มี 5 คนที่สนใจ M ด้วย ดังนั้นส่วนที่สนใจ S และ A อย่างเดียวคือ 105=510 – 5 = 5 คน
  3. คำนวณส่วนที่สนใจเพียงชมรมเดียว:
    • M อย่างเดียว: n(M)=50n(M) = 50 คน ลบด้วยคนที่อยู่ใน M และสนใจชมรมอื่นด้วย (15 + 10 + 5) = 30 คน

      ดังนั้น M อย่างเดียวคือ 50(15+10+5)=5030=2050 – (15 + 10 + 5) = 50 – 30 = 20 คน
    • S อย่างเดียว: n(S)=60n(S) = 60 คน ลบด้วยคนที่อยู่ใน S และสนใจชมรมอื่นด้วย (15 + 5 + 5) = 25 คน

      ดังนั้น S อย่างเดียวคือ 60(15+5+5)=6025=3560 – (15 + 5 + 5) = 60 – 25 = 35 คน
    • A อย่างเดียว: n(A)=40n(A) = 40 คน ลบด้วยคนที่อยู่ใน A และสนใจชมรมอื่นด้วย (10 + 5 + 5) = 20 คน

      ดังนั้น A อย่างเดียวคือ 40(10+5+5)=4020=2040 – (10 + 5 + 5) = 40 – 20 = 20 คน

เมื่อเติมข้อมูลครบถ้วนแล้วจะได้:

  • M อย่างเดียว: 20 คน
  • S อย่างเดียว: 35 คน
  • A อย่างเดียว: 20 คน
  • M และ S อย่างเดียว: 15 คน
  • M และ A อย่างเดียว: 10 คน
  • S และ A อย่างเดียว: 5 คน
  • M, S และ A: 5 คน

มาตอบคำถามกันครับ:

  1. สนใจชมรมดนตรีเพียงชมรมเดียว: 20 คน
  2. สนใจเพียงสองชมรมเท่านั้น: คือผลรวมของส่วนที่ทับซ้อนกันทีละสองเซตอย่างเดียว

    15+10+5=3015 + 10 + 5 = 30 คน ครับ
  3. ไม่สนใจชมรมใดเลย: คือจำนวนนักเรียนทั้งหมด ลบด้วยคนที่สนใจอย่างน้อยหนึ่งชมรม

    คนที่สนใจอย่างน้อยหนึ่งชมรมคือ n(MSA)=20+35+20+15+10+5+5=110n(M cup S cup A) = 20 + 35 + 20 + 15 + 10 + 5 + 5 = 110 คน

    ดังนั้น คนที่ไม่สนใจชมรมใดเลยคือ n(U)n(MSA)=120110=10n(U) – n(M cup S cup A) = 120 – 110 = 10 คน ครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้แผนภาพเวนน์

  • ไม่แยกแยะคำว่า “ชอบ A” กับ “ชอบ A อย่างเดียว”: นี่เป็นข้อผิดพลาดคลาสสิกเลยครับ “ชอบ A” หมายถึงคนที่อยู่ในวง A ทั้งหมด รวมถึงคนที่ชอบอย่างอื่นร่วมด้วย แต่ “ชอบ A อย่างเดียว” คือคนที่อยู่ในวง A เท่านั้น ไม่รวมส่วนที่ทับซ้อนกับวงอื่นครับ
  • ไม่เริ่มต้นจากการเติมข้อมูลจากส่วนที่ทับซ้อนกันมากที่สุด: โดยเฉพาะในกรณี 3 เซต ถ้าไม่เริ่มจากตรงกลางสุด (อินเตอร์เซกชันของทั้งสามเซต) ก่อน จะทำให้การคำนวณส่วนอื่นๆ ผิดพลาดได้ง่ายครับ
  • ลืมพิจารณาเอกภพสัมพัทธ์ (U): บางครั้งโจทย์จะถามถึงส่วนที่อยู่นอกเซตที่กำหนดไว้ทั้งหมด ซึ่งก็คือส่วนที่ไม่อยู่ในวงกลมใดๆ เลย แต่ยังอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม U ครับ

สรุปแนวคิดสำคัญ

แผนภาพเวนน์เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการทำความเข้าใจและแก้ปัญหาเกี่ยวกับเซต ช่วยให้น้องๆ มองเห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลแต่ละส่วนได้อย่างชัดเจน หัวใจสำคัญคือการวาดแผนภาพอย่างถูกต้องและการเติมข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากส่วนที่ทับซ้อนกันมากที่สุดออกไปข้างนอก และแยกแยะความหมายของคำที่อาจจะดูคล้ายกันอย่าง “เซต A” กับ “เซต A อย่างเดียว” ครับ

การฝึกฝนบ่อยๆ ด้วยตัวอย่างโจทย์ที่หลากหลายจะช่วยให้น้องๆ คล่องแคล่วและมั่นใจในการใช้แผนภาพเวนน์มากขึ้นครับ โจทย์เซตนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้าเรามีเครื่องมือที่ดีและกลยุทธ์ที่ถูกต้อง การทำความเข้าใจแต่ละส่วนของแผนภาพคือการสร้างความเข้าใจพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ที่จะช่วยให้การแก้โจทย์ไม่ว่ายากแค่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยครับ

พี่กฤษณ์หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้น้องๆ เข้าใจเรื่องแผนภาพเวนน์กับการแก้โจทย์เซตได้มากขึ้นนะครับ การเรียนคณิตศาสตร์ต้องอาศัยความเข้าใจและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอครับ ถ้าหากน้องๆ อยากเรียนรู้เพิ่มเติม หรือมีข้อสงสัยอื่นๆ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดคอร์สเรียนต่างๆ ที่พี่กฤษณ์เตรียมไว้ให้ได้เลยครับ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สสด คอร์สออนไลน์ หรือคอร์สตัวต่อตัว พี่กฤษณ์พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการพาน้องๆ ไปสู่ความสำเร็จครับ

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์นี้เลยครับ

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *