Skip to content
Home » บทความ » ฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง

ฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง

ฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-one Function)

ก่อนที่เราจะไปพูดถึงฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง พี่กฤษณ์ขอทบทวนความหมายของ “ฟังก์ชัน” กันก่อนสักนิดนะครับ ฟังก์ชันคือความสัมพันธ์พิเศษที่สมาชิกตัวหน้า (โดเมน) แต่ละตัว จับคู่กับสมาชิกตัวหลัง (เรนจ์) เพียงตัวเดียวเท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือ x หนึ่งตัว ต้องคู่กับ y เพียงหนึ่งตัวเท่านั้น ครับ

ทีนี้มาดูกันว่าฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งคืออะไรครับ ฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง หรือที่เรียกกันว่า Injection คือฟังก์ชันที่สมาชิกในโดเมนที่แตกต่างกัน จะต้องจับคู่กับสมาชิกในเรนจ์ที่แตกต่างกันเสมอครับ

ลองนึกภาพดูนะ ถ้าเรามีคนหลายคน (สมาชิกในโดเมน) และเรามีเก้าอี้หลายตัว (สมาชิกในเรนจ์) ฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งก็เหมือนกับการที่เราให้คนแต่ละคนนั่งเก้าอี้ของตัวเอง โดยที่ไม่มีใครมานั่งเก้าอี้ตัวเดียวกับคนอื่นเลยครับ ทุกคนมีเก้าอี้ส่วนตัวของตัวเองครับ ไม่มีเก้าอี้ตัวไหนที่มีคนนั่งซ้อนกันครับ

นิยามอย่างเป็นทางการ

เราสามารถนิยามฟังก์ชัน f : A B f: A to B ว่าเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งได้ก็ต่อเมื่อ สำหรับทุกๆ x 1 , x 2 A x_1, x_2 in A ถ้า f ( x 1 ) = f ( x 2 ) f(x_1) = f(x_2) แล้วจะต้องได้ว่า x 1 = x 2 x_1 = x_2 ครับ

หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า ถ้า x 1 x 2 x_1 neq x_2 แล้วจะต้องได้ว่า f ( x 1 ) f ( x 2 ) f(x_1) neq f(x_2) ครับ ทั้งสองอย่างนี้มีความหมายเดียวกัน เป็นการบอกว่าไม่มีค่า y ใดเลยที่ถูกจับคู่กับค่า x ที่ต่างกันตั้งแต่สองค่าขึ้นไปครับ

ตัวอย่างฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง

มาดูตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นครับ

ตัวอย่างที่ 1: กำหนดให้ f ( x ) = x + 3 f(x) = x+3

สมมติว่ามี f ( x 1 ) = f ( x 2 ) f(x_1) = f(x_2) ครับ

จะได้ว่า x 1 + 3 = x 2 + 3 x_1+3 = x_2+3

ลบ 3 ออกทั้งสองข้าง จะได้ x 1 = x 2 x_1 = x_2 ครับ

ดังนั้น f ( x ) = x + 3 f(x) = x+3 เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งครับ

ตัวอย่างที่ 2: กำหนดให้ g ( x ) = x 2 g(x) = x^2

ลองพิจารณาค่า x = 2 x=2 และ x = 2 x=-2 ครับ

เราจะได้ g ( 2 ) = 2 2 = 4 g(2) = 2^2 = 4

และ g ( 2 ) = ( 2 ) 2 = 4 g(-2) = (-2)^2 = 4

จะเห็นว่า x 1 = 2 x_1 = 2 และ x 2 = 2 x_2 = -2 นั้น x 1 x 2 x_1 neq x_2 แต่ g ( x 1 ) = g ( x 2 ) g(x_1) = g(x_2) ครับ

ดังนั้น g ( x ) = x 2 g(x) = x^2 ไม่เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งครับ (ถ้าโดเมนคือจำนวนจริงทั้งหมด)

วิธีตรวจสอบฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง

เรามีวิธีตรวจสอบหลักๆ อยู่ 2 วิธีครับ

1. การตรวจสอบเชิงพีชคณิต (Algebraic Test)

วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดในการพิสูจน์หรือตรวจสอบฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งครับ มีขั้นตอนดังนี้

  • ขั้นตอนที่ 1: สมมติให้ f ( x 1 ) = f ( x 2 ) f(x_1) = f(x_2) โดยที่ x 1 x_1 และ x 2 x_2 เป็นสมาชิกใดๆ ในโดเมนของฟังก์ชัน
  • ขั้นตอนที่ 2: พยายามจัดรูปสมการเพื่อแสดงให้เห็นว่า x 1 = x 2 x_1 = x_2
  • ผลลัพธ์:
    • ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่า x 1 = x 2 x_1 = x_2 เสมอ ฟังก์ชันนั้นก็เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งครับ
    • ถ้าพบกรณีที่ x 1 x 2 x_1 neq x_2 แต่ f ( x 1 ) = f ( x 2 ) f(x_1) = f(x_2) ฟังก์ชันนั้นก็ไม่เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งครับ

ตัวอย่างการใช้ Algebraic Test: พิจารณา h ( x ) = 1 x 1 h(x) = frac{1}{x-1} สำหรับ x 1 x neq 1

สมมติ h ( x 1 ) = h ( x 2 ) h(x_1) = h(x_2)

1 x 1 1 = 1 x 2 1 frac{1}{x_1-1} = frac{1}{x_2-1}

กลับเศษส่วนทั้งสองข้าง:

x 1 1 = x 2 1 x_1-1 = x_2-1

บวก 1 ทั้งสองข้าง:

x 1 = x 2 x_1 = x_2

ดังนั้น h ( x ) = 1 x 1 h(x) = frac{1}{x-1} เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งครับ

2. การทดสอบโดยใช้กราฟ (Horizontal Line Test)

วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วสำหรับการตรวจสอบฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งจากกราฟครับ มีหลักการดังนี้

  • ลากเส้นแนวนอน: ลากเส้นตรงแนวนอนใดๆ บนกราฟของฟังก์ชัน
  • ตรวจสอบจุดตัด:
    • ถ้าเส้นตรงแนวนอนทุกเส้น ตัดกราฟไม่เกินหนึ่งจุดเสมอ (อาจจะตัด 0 จุด หรือ 1 จุด) แสดงว่าฟังก์ชันนั้นเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งครับ
    • ถ้ามีเส้นตรงแนวนอนเส้นใดเส้นหนึ่ง ตัดกราฟมากกว่าหนึ่งจุด แสดงว่าฟังก์ชันนั้นไม่เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งครับ

ตัวอย่าง:

  • สำหรับ f ( x ) = x + 3 f(x) = x+3 (กราฟเป็นเส้นตรงเอียงขึ้น) เมื่อลากเส้นแนวนอน จะตัดกราฟเพียงจุดเดียวเสมอครับ ดังนั้นเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง
  • สำหรับ g ( x ) = x 2 g(x) = x^2 (กราฟพาราโบลาหงาย) เมื่อลากเส้นแนวนอนที่ 0″> y > 0 y > 0 จะตัดกราฟ 2 จุดเสมอครับ (เช่น y = 4 y=4 ตัดที่ x = 2 x=2 และ x = 2 x=-2 ) ดังนั้นไม่เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง

ความสัมพันธ์กับฟังก์ชันผกผัน (Inverse Function)

เรื่องฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อเราพูดถึง “ฟังก์ชันผกผัน” หรือ “อินเวอร์สของฟังก์ชัน” ครับ

ฟังก์ชัน f 1 ( x ) f^{-1}(x) จะเป็นฟังก์ชันได้ก็ต่อเมื่อฟังก์ชันต้นฉบับ f ( x ) f(x) ต้องเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งครับ (และบางครั้งอาจจะต้องเป็นฟังก์ชันทั่วถึง (onto) ด้วย ขึ้นอยู่กับนิยามของ codomain ครับ)

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ลองนึกถึงนิยามของฟังก์ชันผกผันนะครับ คือการสลับโดเมนและเรนจ์ของฟังก์ชันเดิม ถ้า f ( x ) f(x) ไม่เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง นั่นหมายความว่ามี x 1 x 2 x_1 neq x_2 ที่ทำให้ f ( x 1 ) = f ( x 2 ) = y f(x_1) = f(x_2) = y พอเราจะหาอินเวอร์ส ก็จะต้องสลับเป็น f 1 ( y ) = x 1 f^{-1}(y) = x_1 และ f 1 ( y ) = x 2 f^{-1}(y) = x_2 ซึ่งหมายความว่าค่า y y เดียวกัน ไปจับคู่กับค่า x x สองค่าที่ต่างกัน ทำให้ f 1 ( x ) f^{-1}(x) ไม่เป็นฟังก์ชันนั่นเองครับ

ดังนั้น เงื่อนไขการเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ฟังก์ชันผกผันยังคงเป็นฟังก์ชันครับ

ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

พี่กฤษณ์สังเกตเห็นว่าน้องๆ มักจะพลาดในจุดเหล่านี้ครับ

  • สับสนระหว่างฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งกับฟังก์ชันทั่วถึง (Onto Function):
    • ฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง: ค่า x ต่างกัน ค่า y ต้องต่างกัน
    • ฟังก์ชันทั่วถึง: เรนจ์เท่ากับโคโดเมน (ทุกค่าในโคโดเมนต้องถูกจับคู่กับค่า x อย่างน้อยหนึ่งตัว)
    • สองอย่างนี้เป็นคนละเรื่องกันนะครับ น้องๆ ต้องแยกแยะให้ได้
  • ไม่พิจารณาโดเมนของฟังก์ชัน: ฟังก์ชันเดียวกัน แต่อาจจะเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งหรือไม่เป็นก็ได้ ขึ้นอยู่กับโดเมนที่กำหนดให้ครับ
    • เช่น f ( x ) = x 2 f(x) = x^2 ถ้าโดเมนเป็นจำนวนจริงทั้งหมด จะไม่เป็นหนึ่งต่อหนึ่ง
    • แต่ถ้ากำหนดโดเมนเป็น [ 0 , ) [0, infty) (จำนวนจริงที่ไม่เป็นลบ) ฟังก์ชันนี้จะเป็นหนึ่งต่อหนึ่งครับ เพราะจะไม่มี x 1 x 2 x_1 neq x_2 ที่ให้ค่า y y เท่ากันในโดเมนนี้ครับ
  • ข้อผิดพลาดทางพีชคณิต: ระมัดระวังในการแก้สมการ f ( x 1 ) = f ( x 2 ) f(x_1) = f(x_2) เช่น การยกกำลังสองทั้งสองข้างอาจทำให้ได้คำตอบเกิน (เช่น x 2 = y 2 x = ± y x^2 = y^2 Rightarrow x = pm y ไม่ได้หมายถึง x = y x=y เสมอไป) หรือการหารด้วยตัวแปรที่อาจเป็นศูนย์

เทคนิคทำข้อสอบ

ในการทำข้อสอบเกี่ยวกับฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง พี่กฤษณ์มีเทคนิคดีๆ มาฝากครับ

  • ฟังก์ชันเชิงเส้น (Linear Functions) เช่น f ( x ) = a x + b f(x) = ax+b โดยที่ a 0 a neq 0 มักจะเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งเสมอครับ
  • ฟังก์ชันพหุนาม (Polynomial Functions) ที่มีกำลังสูงสุดเป็นเลขคี่ (เช่น x 3 , x 5 x^3, x^5 ถ้าไม่มีเทอมอื่นมาทำให้เกิดจุดเปลี่ยนทิศทางหลายจุด) มักจะเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง แต่ถ้ากำลังสูงสุดเป็นเลขคู่ (เช่น x 2 , x 4 x^2, x^4 ) มักจะไม่เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง เว้นแต่จะจำกัดโดเมนครับ
  • ฟังก์ชันเพิ่มและฟังก์ชันลด: ถ้าฟังก์ชันเป็นฟังก์ชันเพิ่มโดยแท้ (strictly increasing) หรือฟังก์ชันลดโดยแท้ (strictly decreasing) ตลอดทั้งโดเมน ฟังก์ชันนั้นจะเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งเสมอครับ แนวคิดนี้เป็นประโยชน์มากในการใช้แคลคูลัส (อนุพันธ์) มาช่วยตรวจสอบ ถ้าอนุพันธ์มีเครื่องหมายเดียวกันตลอดช่วง (เป็นบวกตลอดหรือลบตลอด) ฟังก์ชันนั้นก็เป็นหนึ่งต่อหนึ่งครับ
  • สังเกตเงื่อนไขโดเมนและโคโดเมนให้ดี: บางครั้งโจทย์อาจจะกำหนดโดเมนที่จำกัดมาให้ ซึ่งจะเปลี่ยนคุณสมบัติการเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งไปได้ครับ

สรุปแนวคิดสำคัญ

ฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานที่บอกว่า ทุกๆ สมาชิกในโดเมนที่แตกต่างกัน จะให้ผลลัพธ์ (ค่า y) ที่แตกต่างกันเสมอ

น้องๆ สามารถตรวจสอบได้ 2 วิธีหลักๆ คือ

  • เชิงพีชคณิต: สมมติ f ( x 1 ) = f ( x 2 ) f(x_1) = f(x_2) แล้วต้องจบที่ x 1 = x 2 x_1 = x_2
  • เชิงกราฟ: ใช้ Horizontal Line Test (เส้นแนวนอนตัดกราฟไม่เกิน 1 จุด)

ความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยปูพื้นฐานสู่เรื่องฟังก์ชันผกผัน และแนวคิดทางคณิตศาสตร์อื่นๆ ได้อย่างแข็งแรงเลยนะครับ

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้น้องๆ เข้าใจเรื่องฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งได้ชัดเจนมากขึ้นนะครับ คณิตศาสตร์เป็นเรื่องของการฝึกฝน ยิ่งฝึกเยอะ ยิ่งเข้าใจครับ ถ้ามีข้อสงสัย หรืออยากเรียนรู้เรื่องฟังก์ชันและหัวข้อคณิตศาสตร์อื่นๆ แบบเจาะลึก พร้อมเทคนิคการทำข้อสอบจากพี่กฤษณ์โดยตรง

น้องๆ สามารถดูรายละเอียดคอร์สเรียนของพี่กฤษณ์ได้เลยนะครับ มีทั้งคอร์สสดที่สตูดิโอ คอร์สออนไลน์ที่เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา และคอร์สตัวต่อตัวที่ปรับเนื้อหาให้เหมาะกับน้องๆ โดยเฉพาะ เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์นี้เลยครับ

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *