Skip to content
Home » บทความ » ประพจน์และค่าความจริง

ประพจน์และค่าความจริง

ประพจน์และค่าความจริง: รากฐานของตรรกศาสตร์

ก่อนอื่นเลย เรามาทำความรู้จักกับคำว่า “ประพจน์” กันก่อนครับ

ประพจน์คืออะไร?

ประพจน์ (Proposition) คือ ประโยคบอกเล่าหรือประโยคปฏิเสธ ที่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า เป็นจริง (True) หรือเป็นเท็จ (False) เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น และจะเป็นทั้งจริงและเท็จในเวลาเดียวกันไม่ได้เด็ดขาดเลยนะครับ

ฟังดูง่ายใช่ไหมครับ? แต่หลายครั้งน้องๆ ก็มักจะสับสนอยู่บ้าง เรามาดูตัวอย่างกันดีกว่าครับ

ตัวอย่างประโยคที่เป็นประพจน์:

  • กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย (เป็นจริง)
  • 1 + 1 = 3 (เป็นเท็จ)
  • 2″> 5 > 2 5 > 2 (เป็นจริง)
  • โลกไม่ได้โคจรรอบดวงอาทิตย์ (เป็นเท็จ)

ตัวอย่างประโยคที่ไม่เป็นประพจน์:

  • เธอสบายดีไหม? (ประโยคคำถาม)
  • กรุณาปิดประตู (ประโยคคำสั่ง)
  • เขาเป็นคนดี (ประโยคแสดงความคิดเห็น ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จอย่างชัดเจนสำหรับทุกคน)
  • x + 3 = 5 x + 3 = 5 (ประโยคเปิด เพราะมีตัวแปร x x ทำให้ค่าความจริงขึ้นอยู่กับค่าของ x x หากไม่ระบุค่า x x ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จ)

ข้อควรระวังที่พบบ่อย:

  • ประโยคคำถาม คำสั่ง ขอร้อง อุทาน หรือประโยคที่แสดงความคิดเห็น ความรู้สึก มักจะไม่เป็นประพจน์ เพราะเราไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จอย่างชัดเจนครับ
  • ประโยคเปิดที่มีตัวแปร ไม่เป็นประพจน์ จนกว่าจะมีการระบุค่าของตัวแปรนั้นๆ ครับ

ค่าความจริง (Truth Value)

ค่าความจริงของประพจน์คือสิ่งที่บอกว่าประพจน์นั้น เป็นจริง (True) หรือ เป็นเท็จ (False) ครับ เรามักจะใช้ตัวย่อ T แทน จริง และ F แทน เท็จ ครับ

แต่ละประพจน์จะมีค่าความจริงเพียงค่าเดียวเท่านั้นนะครับ ไม่มีประพจน์ใดที่เป็นทั้งจริงและเท็จในเวลาเดียวกัน และไม่มีประพจน์ใดที่ไม่มีค่าความจริงเลยครับ

การเชื่อมประพจน์ด้วยตัวเชื่อมทางตรรกศาสตร์

ในทางตรรกศาสตร์ เราสามารถนำประพจน์มาเชื่อมกันเพื่อสร้างเป็น ประพจน์เชิงประกอบ (Compound Proposition) ได้ โดยใช้ตัวเชื่อม (Connectives) ต่างๆ ครับ ซึ่งแต่ละตัวเชื่อมก็จะมีกฎเกณฑ์ในการหาค่าความจริงที่แตกต่างกันไป มาดูกันทีละตัวเลยครับ

เราจะใช้สัญลักษณ์ p p และ q q แทนประพจน์ย่อยนะครับ

1. นิเสธ (Negation)

สัญลักษณ์: p sim p (อ่านว่า “นิเสธของ p p “, “ไม่ p p “, “ไม่ใช่ว่า p p “)
นิเสธจะเปลี่ยนค่าความจริงของประพจน์นั้นให้เป็นตรงกันข้ามครับ

ตารางค่าความจริงของนิเสธ:

p p p sim p
T F
F T

ตัวอย่าง:
ถ้า p p คือ “วันนี้ฝนตก” (T)
แล้ว p sim p คือ “วันนี้ฝนไม่ตก” (F)

2. การเชื่อมด้วย “และ” (Conjunction)

สัญลักษณ์: p q p wedge q (อ่านว่า “ p p และ q q “)
ประพจน์ p q p wedge q จะเป็น จริง ก็ต่อเมื่อ ทั้ง p p และ q q เป็นจริงทั้งคู่ กรณีอื่นเป็นเท็จหมดครับ

ตารางค่าความจริงของ “และ”:

p p q q p q p wedge q
T T T
T F F
F T F
F F F

3. การเชื่อมด้วย “หรือ” (Disjunction)

สัญลักษณ์: p q p vee q (อ่านว่า “ p p หรือ q q “)
ประพจน์ p q p vee q จะเป็น เท็จ ก็ต่อเมื่อ ทั้ง p p และ q q เป็นเท็จทั้งคู่ กรณีอื่นเป็นจริงหมดครับ (จำง่ายๆ ว่า ขอแค่มีอะไรจริงสักอย่างก็พอ)

ตารางค่าความจริงของ “หรือ”:

p p q q p q p vee q
T T T
T F T
F T T
F F F

4. การเชื่อมด้วย “ถ้า…แล้ว…” (Conditional)

สัญลักษณ์: p q p rightarrow q (อ่านว่า “ถ้า p p แล้ว q q “)
ประพจน์ p q p rightarrow q จะเป็น เท็จ เพียงกรณีเดียวเท่านั้น คือเมื่อ p p เป็นจริง และ q q เป็นเท็จ กรณีอื่นเป็นจริงหมดครับ

ตารางค่าความจริงของ “ถ้า…แล้ว…”:

p p q q p q p rightarrow q
T T T
T F F
F T T
F F T

ข้อควรระวัง: ตัวเชื่อม “ถ้า…แล้ว…” ไม่ได้หมายถึงความสัมพันธ์เชิงเหตุผลเสมอไปในทางตรรกศาสตร์ครับ แค่เป็นกฎการกำหนดค่าความจริงเท่านั้น

5. การเชื่อมด้วย “…ก็ต่อเมื่อ…” (Biconditional)

สัญลักษณ์: p q p leftrightarrow q (อ่านว่า “ p p ก็ต่อเมื่อ q q “)
ประพจน์ p q p leftrightarrow q จะเป็น จริง ก็ต่อเมื่อ p p และ q q มีค่าความจริงเหมือนกัน (คือเป็นจริงทั้งคู่ หรือเท็จทั้งคู่) กรณีอื่นเป็นเท็จครับ

ตารางค่าความจริงของ “…ก็ต่อเมื่อ…”:

p p q q p q p leftrightarrow q
T T T
T F F
F T F
F F T

การสร้างตารางค่าความจริงของประพจน์เชิงประกอบ

น้องๆ สามารถหาค่าความจริงของประพจน์เชิงประกอบที่ซับซ้อนขึ้นได้โดยการสร้างตารางค่าความจริงครับ
จำนวนแถวในตารางค่าความจริงจะขึ้นอยู่กับจำนวนประพจน์ย่อยที่ไม่ซ้ำกัน (เช่น p , q , r p, q, r ) โดยจะมี 2 n 2^n แถว เมื่อ n n คือจำนวนประพจน์ย่อยที่ไม่ซ้ำกันครับ
ถ้ามี 2 ประพจน์ย่อย ( p , q p, q ) จะมี 2 2 = 4 2^2 = 4 แถวครับ

ตัวอย่างการสร้างตารางค่าความจริงสำหรับ p ( q p ) p rightarrow (q wedge sim p) :

p p q q p sim p q p q wedge sim p p ( q p ) p rightarrow (q wedge sim p)
T T F F F
T F F F F
F T T T T
F F T F T

จากตารางจะเห็นว่า ค่าความจริงของประพจน์ p ( q p ) p rightarrow (q wedge sim p) ไม่ได้เป็นจริงทั้งหมดหรือเท็จทั้งหมด จึงเป็น สัจจะนิรันดร์ (Tautology) หรือ ขัดแย้ง (Contradiction) แต่เป็น ประพจน์ไม่สมเหตุสมผล (Contingency) ครับ

ประเภทของประพจน์เชิงประกอบ

  • สัจจะนิรันดร์ (Tautology): ประพจน์เชิงประกอบที่มีค่าความจริงเป็นจริงทุกกรณี เช่น p p p vee sim p (จริงเสมอ ไม่ว่า p p จะเป็นอะไรก็ตาม)
  • ขัดแย้ง (Contradiction): ประพจน์เชิงประกอบที่มีค่าความจริงเป็นเท็จทุกกรณี เช่น p p p wedge sim p (เท็จเสมอ)
  • ประพจน์ไม่สมเหตุสมผล (Contingency): ประพจน์เชิงประกอบที่มีค่าความจริงเป็นทั้งจริงและเท็จผสมกันไปตามแต่ละกรณีครับ (ตามตัวอย่างที่พี่กฤษณ์ยกมาข้างบนเลยครับ)

ความสมมูลทางตรรกศาสตร์ (Logical Equivalence)

ประพจน์สองประพจน์จะสมมูลกันทางตรรกศาสตร์ ก็ต่อเมื่อทั้งสองประพจน์มีค่าความจริงเหมือนกันทุกกรณี หรือเมื่อนำมาเชื่อมกันด้วย leftrightarrow แล้วเป็นสัจจะนิรันดร์ครับ ความสมมูลนี้มีประโยชน์มากในการแปลงรูปประพจน์เพื่อการพิสูจน์หรือการคำนวณที่ง่ายขึ้นครับ

ตัวอย่างกฎความสมมูลที่สำคัญ (กฎของเดอมอร์แกน):
( p q ) p q sim (p wedge q) equiv sim p vee sim q
( p q ) p q sim (p vee q) equiv sim p wedge sim q

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ?

น้องๆ อาจจะสงสัยว่าทำไมต้องมาเรียนเรื่องประพจน์และค่าความจริงให้ยุ่งยากด้วย จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นพื้นฐานของหลายๆ อย่างเลยนะครับ

  • วิทยาการคอมพิวเตอร์: ตรรกศาสตร์แบบนี้เป็นหัวใจสำคัญของวงจรดิจิทัลและภาษาโปรแกรมครับ การทำงานของคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ทุกวันนี้อยู่บนพื้นฐานของตรรกะแบบ Boolean Logic ที่เป็นเรื่องของประพจน์และค่าความจริงนี่แหละครับ
  • คณิตศาสตร์: การพิสูจน์ทฤษฎีบททางคณิตศาสตร์ทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของตรรกะที่เข้มแข็ง การเข้าใจประพจน์ช่วยให้เราสร้างข้อโต้แย้งทางคณิตศาสตร์ได้อย่างมีเหตุผล
  • การคิดวิเคราะห์ในชีวิตประจำวัน: ช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูล ข่าวสาร หรือสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีตรรกะมากขึ้น ไม่ถูกหลอกง่ายๆ และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและเทคนิคในการทำข้อสอบ

  • สับสนระหว่างประพจน์กับประโยคเปิด: ต้องจำให้แม่นว่าประพจน์ต้องบอกค่าความจริงได้ชัดเจน ส่วนประโยคเปิดมีตัวแปรที่ต้องระบุค่าก่อนถึงจะเป็นประพจน์ได้ครับ
  • จำตารางค่าความจริงของตัวเชื่อมผิด: ตรงนี้สำคัญมาก ต้องฝึกฝนและทบทวนบ่อยๆ หรือใช้การจำแบบเน้นจุดต่าง เช่น “และ” จริงแค่ T-T, “หรือ” เท็จแค่ F-F, “ถ้า-แล้ว” เท็จแค่ T-F, “ก็ต่อเมื่อ” จริงเมื่อเหมือนกัน
  • ลำดับการดำเนินการ: ถ้าไม่มีวงเล็บ น้องๆ ต้องรู้ลำดับการคิดนะครับ โดยทั่วไปจะเริ่มจากนิเสธก่อน ตามด้วย “และ”, “หรือ”, “ถ้า-แล้ว” และ “ก็ต่อเมื่อ” เป็นลำดับสุดท้ายครับ แต่ถ้ามีวงเล็บ ให้ทำในวงเล็บก่อนเสมอครับ
  • การสร้างตารางค่าความจริง: ควรทำอย่างเป็นระบบ ค่อยๆ หาค่าความจริงของประพจน์ย่อยๆ และตัวเชื่อมทีละขั้นตอน จะช่วยลดความผิดพลาดได้ครับ

น้องๆ จะเห็นว่าเรื่องประพจน์และค่าความจริงไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจนิยามและกฎของตัวเชื่อมแต่ละตัวให้แม่นยำ และฝึกฝนการสร้างตารางค่าความจริงบ่อยๆ ก็จะคล่องเองครับ

ถ้าหากน้องๆ อยากจะเจาะลึกเนื้อหาคณิตศาสตร์เรื่องนี้และเรื่องอื่นๆ ให้เข้าใจถ่องแท้ พร้อมเทคนิคการทำข้อสอบจากพี่กฤษณ์เพิ่มเติม พี่กฤษณ์ก็มีคอร์สดีๆ มาแนะนำนะครับ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สเรียนสด บรรยากาศเป็นกันเอง หรือคอร์สเรียนออนไลน์ที่น้องๆ สามารถทบทวนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือถ้าอยากจะเรียนแบบตัวต่อตัว พี่กฤษณ์ก็จัดให้ได้ครับ น้องๆ สามารถดูรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมของคอร์สเรียนต่างๆ ได้เลยในเว็บไซต์นี้ครับ พี่กฤษณ์รอที่จะพาน้องๆ เก่งคณิตไปด้วยกันนะครับ!

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *