Skip to content
Home » บทความ » คาบ แอมพลิจูด และเฟสของฟังก์ชันตรีโกณมิติ

คาบ แอมพลิจูด และเฟสของฟังก์ชันตรีโกณมิติ

ทำความเข้าใจคาบ แอมพลิจูด และเฟสของฟังก์ชันตรีโกณมิติกันครับ

ทำความรู้จักฟังก์ชันตรีโกณมิติพื้นฐาน

ก่อนอื่น มาทบทวนกันหน่อยว่าฟังก์ชันตรีโกณมิติอย่าง y = sin ( x ) y = sin(x) และ y = cos ( x ) y = cos(x) หน้าตาเป็นยังไงกันนะครับ กราฟของฟังก์ชันทั้งสองนี้จะมีลักษณะเป็นคลื่นที่ขึ้นๆ ลงๆ อย่างสม่ำเสมอ เป็นรูปซ้ำๆ กัน ซึ่งความสามารถในการซ้ำรูปตัวเองนี่แหละครับ ที่เป็นคุณสมบัติพิเศษที่เรียกว่า “การเป็นฟังก์ชันคาบ” หรือ “Periodic Function” ครับ

ฟังก์ชัน y = sin ( x ) y = sin(x) จะเริ่มต้นที่ ( 0 , 0 ) (0,0) แล้วเพิ่มขึ้นไปที่ค่าสูงสุดที่ x = π 2 x = frac{pi}{2} (ค่า y = 1 y=1 ) จากนั้นจะลดลงผ่านศูนย์ที่ x = π x = pi ไปยังค่าต่ำสุดที่ x = 3 π 2 x = frac{3pi}{2} (ค่า y = 1 y=-1 ) และกลับมาที่ศูนย์อีกครั้งที่ x = 2 π x = 2pi ครับ นี่คือหนึ่งรอบที่สมบูรณ์ของฟังก์ชันไซน์

ส่วนฟังก์ชัน y = cos ( x ) y = cos(x) นั้นจะเริ่มต้นที่ค่าสูงสุดที่ x = 0 x = 0 (ค่า y = 1 y=1 ) แล้วลดลงผ่านศูนย์ที่ x = π 2 x = frac{pi}{2} ไปยังค่าต่ำสุดที่ x = π x = pi (ค่า y = 1 y=-1 ) จากนั้นจะเพิ่มขึ้นผ่านศูนย์ที่ x = 3 π 2 x = frac{3pi}{2} และกลับมาที่ค่าสูงสุดที่ x = 2 π x = 2pi ครับ

โดยทั่วไปแล้ว ฟังก์ชันตรีโกณมิติที่เราจะเจอในโจทย์ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปมาตรฐานแบบนี้ครับ

y = A sin ( B x + C ) + D y = A sin(Bx + C) + D

หรือ

y = A cos ( B x + C ) + D y = A cos(Bx + C) + D

โดยที่ A, B, C, D เป็นค่าคงที่ และแต่ละตัวก็ส่งผลต่อลักษณะของกราฟแตกต่างกันไปครับ

คาบ (Period): หัวใจของการวนซ้ำ

คาบ คือ ความยาวตามแกน x ที่ฟังก์ชันใช้ในการวนซ้ำรูปแบบของตัวเองหนึ่งรอบสมบูรณ์ครับ น้องๆ ลองนึกภาพคลื่นทะเลก็ได้ครับ ระยะทางที่คลื่นหนึ่งลูกใช้ในการก่อตัวจนกลับมาถึงจุดเริ่มต้นอีกครั้งนั่นแหละครับคือคาบ

สำหรับฟังก์ชัน y = A sin ( B x + C ) + D y = A sin(Bx + C) + D หรือ y = A cos ( B x + C ) + D y = A cos(Bx + C) + D คาบ T T หาได้จากสูตรนี้ครับ

T = 2 π | B | T = frac{2pi}{|B|}

ตัว B B มีผลต่อความถี่ของการวนซ้ำครับ ถ้า | B | |B| มีค่ามาก คาบจะสั้นลง กราฟก็จะอัดแน่นมากขึ้น เหมือนกับเราบีบกราฟให้แคบลงตามแนวนอนครับ แต่ถ้า | B | |B| มีค่าน้อย คาบจะยาวขึ้น กราฟก็จะยืดออกตามแนวนอนครับ ที่ต้องมีเครื่องหมายค่าสัมบูรณ์ | | | | ก็เพราะว่าคาบคือความยาว ต้องเป็นค่าบวกเสมอครับ

ตัวอย่าง:

  • ฟังก์ชัน y = sin ( 2 x ) y = sin(2x) มีค่า B = 2 B=2 ดังนั้นคาบคือ T = 2 π | 2 | = π T = frac{2pi}{|2|} = pi ครับ จะเห็นว่ากราฟถูกบีบให้สั้นลงครึ่งหนึ่ง
  • ฟังก์ชัน y = cos ( x 3 ) y = cos(frac{x}{3}) มีค่า B = 1 3 B = frac{1}{3} ดังนั้นคาบคือ T = 2 π | 1 3 | = 6 π T = frac{2pi}{|frac{1}{3}|} = 6pi ครับ กราฟจะถูกยืดออกไปสามเท่า

แอมพลิจูด (Amplitude): ความสูงของคลื่น

แอมพลิจูด คือ ระยะครึ่งหนึ่งของความสูงรวมจากค่าต่ำสุดถึงค่าสูงสุดของกราฟครับ พูดง่ายๆ ก็คือ ความสูงของยอดคลื่นที่วัดจากเส้นกึ่งกลางของคลื่นนั่นเองครับ

สำหรับฟังก์ชัน y = A sin ( B x + C ) + D y = A sin(Bx + C) + D หรือ y = A cos ( B x + C ) + D y = A cos(Bx + C) + D แอมพลิจูดหาได้จากสูตรนี้ครับ

Amplitude = | A | text{Amplitude} = |A|

ตัว A A นี้มีผลต่อการยืดหรือหดกราฟตามแนวตั้งครับ ถ้า | A | |A| มาก กราฟจะสูงชันขึ้น ยอดคลื่นจะสูงขึ้น แต่ถ้า | A | |A| น้อย กราฟจะแบนราบลง ยอดคลื่นจะเตี้ยลงครับ และถ้า A A เป็นค่าลบ กราฟจะสะท้อนข้ามแกนนอน หรือพูดง่ายๆ คือกลับหัวนั่นเองครับ

ค่า D D (Vertical Shift) มีผลต่อการเลื่อนกราฟขึ้นลงทั้งก้อน แต่ไม่มีผลต่อแอมพลิจูดนะครับ เพราะมันแค่เลื่อนแกนกลางของคลื่นขึ้นลงเท่านั้น ความสูงของยอดคลื่นจากแกนกลางยังคงเท่าเดิมครับ

ตัวอย่าง:

  • ฟังก์ชัน y = 3 sin ( x ) y = 3 sin(x) มีค่า A = 3 A=3 ดังนั้นแอมพลิจูดคือ | 3 | = 3 |3|=3 ครับ ค่า y y จะอยู่ระหว่าง 3 -3 ถึง 3 3
  • ฟังก์ชัน y = 2 cos ( x ) + 1 y = -2 cos(x) + 1 มีค่า A = 2 A=-2 ดังนั้นแอมพลิจูดคือ | 2 | = 2 |-2|=2 ครับ ส่วน + 1 +1 แค่เลื่อนกราฟขึ้นไป 1 หน่วยเท่านั้น

เฟส (Phase Shift): การเลื่อนของกราฟ

เฟส หรือ Phase Shift คือ การเลื่อนของกราฟไปทางซ้ายหรือขวาตามแกน x ครับ มันบอกเราว่ากราฟเริ่ม “รอบ” ของมันช้าหรือเร็วกว่าปกติแค่ไหน

สำหรับฟังก์ชัน y = A sin ( B x + C ) + D y = A sin(Bx + C) + D หรือ y = A cos ( B x + C ) + D y = A cos(Bx + C) + D เฟสหาได้จากสูตรนี้ครับ

Phase Shift = C B text{Phase Shift} = -frac{C}{B}

ตัว C C มีผลต่อการเลื่อนกราฟไปทางซ้ายหรือขวาครับ

  • ถ้า C B -frac{C}{B} เป็นค่าบวก กราฟจะเลื่อนไปทางขวา
  • ถ้า C B -frac{C}{B} เป็นค่าลบ กราฟจะเลื่อนไปทางซ้าย

ทำไมน้องๆ ถึงต้องจำสูตร C B -frac{C}{B} นะครับ เพราะว่าเราต้องจัดรูปในวงเล็บให้เป็น B ( x shift ) B(x – text{shift}) ครับ

จาก B x + C Bx + C เราสามารถดึง B B ออกมาได้เป็น B ( x + C B ) B(x + frac{C}{B}) ซึ่งก็คือ B ( x ( C B ) ) B(x – (-frac{C}{B})) นั่นเองครับ เพราะการเลื่อนแกน x จะเป็นไปในทิศตรงข้ามกับเครื่องหมายในวงเล็บเสมอครับ

ตัวอย่าง:

  • ฟังก์ชัน y = sin ( x π 4 ) y = sin(x – frac{pi}{4}) มีค่า B = 1 B=1 และ C = π 4 C = -frac{pi}{4} ดังนั้นเฟสคือ π 4 1 = π 4 -frac{-frac{pi}{4}}{1} = frac{pi}{4} ครับ กราฟจะเลื่อนไปทางขวา π 4 frac{pi}{4} หน่วย
  • ฟังก์ชัน y = cos ( 2 x + π ) y = cos(2x + pi) มีค่า B = 2 B=2 และ C = π C = pi ดังนั้นเฟสคือ π 2 -frac{pi}{2} ครับ กราฟจะเลื่อนไปทางซ้าย π 2 frac{pi}{2} หน่วย

และอย่าลืมตัวสุดท้ายคือ D D นะครับ ถ้า D D เป็นบวก กราฟจะเลื่อนขึ้น และถ้า D D เป็นลบ กราฟจะเลื่อนลงครับ

สรุปรวมสมการมาตรฐานและการเปลี่ยนแปลง

ฟังก์ชันตรีโกณมิติในรูปแบบทั่วไป y = A sin ( B x + C ) + D y = A sin(Bx + C) + D (หรือฟังก์ชัน cos) จะมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ครับ

  • A: ส่งผลต่อ แอมพลิจูด | A | |A| หาก A เป็นลบ กราฟจะพลิกกลับหัว
  • B: ส่งผลต่อ คาบ ( 2 π | B | ) left(frac{2pi}{|B|}right) ถ้า B B มาก กราฟจะบีบตัวเข้า คาบสั้นลง
  • C: ส่งผลต่อ เฟส ( C B ) left(-frac{C}{B}right) เป็นการเลื่อนกราฟซ้ายหรือขวา
  • D: ส่งผลต่อ การเลื่อนขึ้นลง (Vertical Shift) กราฟจะเลื่อนขึ้นถ้า D D เป็นบวก และเลื่อนลงถ้า D D เป็นลบ

ตัวอย่างการวิเคราะห์ฟังก์ชัน

มาลองวิเคราะห์ฟังก์ชันตัวอย่างกันครับ น้องๆ จะได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

โจทย์: จงหาแอมพลิจูด คาบ เฟส และการเลื่อนในแนวตั้งของฟังก์ชัน y = 3 cos ( 2 x π 2 ) + 1 y = 3 cos(2x – frac{pi}{2}) + 1

วิธีทำ:

  1. เปรียบเทียบกับรูปมาตรฐาน y = A cos ( B x + C ) + D y = A cos(Bx + C) + D เราจะได้:
    • A = 3 A=3
    • B = 2 B=2
    • C = π 2 C = -frac{pi}{2}
    • D = 1 D=1
  2. แอมพลิจูด: =   | A |   = | 3 | = 3 =text{ }|A|text{ } = |3| = 3 ครับ
  3. คาบ: T = 2 π | B | = 2 π | 2 | = π T = frac{2pi}{|B|} = frac{2pi}{|2|} = pi ครับ
  4. เฟส: Phase Shift = C B = π 2 2 = π 4 text{Phase Shift} = -frac{C}{B} = -frac{-frac{pi}{2}}{2} = frac{pi}{4} ครับ (เลื่อนไปทางขวา π 4 frac{pi}{4} หน่วย)
  5. การเลื่อนในแนวตั้ง: D = 1 D=1 ครับ (เลื่อนขึ้น 1 หน่วย)

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ เราสามารถสรุปได้ว่า ค่าสูงสุดของฟังก์ชันคือ D + Amplitude = 1 + 3 = 4 D + text{Amplitude} = 1 + 3 = 4 และค่าต่ำสุดคือ D Amplitude = 1 3 = 2 D – text{Amplitude} = 1 – 3 = -2 ครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำข้อสอบ

พี่กฤษณ์สังเกตเห็นข้อผิดพลาดที่น้องๆ มักจะพลาดบ่อยๆ ในเรื่องนี้ครับ

  • สับสนเครื่องหมายในการหาเฟส: น้องๆ มักจะลืมเครื่องหมายลบในสูตร C B -frac{C}{B} หรือเข้าใจผิดว่า C C เป็นบวกคือเลื่อนซ้าย หรือ C C เป็นลบคือเลื่อนขวา ซึ่งจริงๆ แล้วตรงกันข้ามกับเครื่องหมายในวงเล็บครับ จำง่ายๆ ว่า sin ( x shift ) sin(x – text{shift}) จะเลื่อนไปทางขวาเสมอครับ
  • ลืมใส่ค่าสัมบูรณ์สำหรับคาบและแอมพลิจูด: คาบและแอมพลิจูดเป็นระยะทางหรือขนาด ซึ่งต้องเป็นค่าบวกเสมอครับ ดังนั้นอย่าลืมใส่ | A | |A| และ | B | |B| นะครับ
  • เข้าใจผิดว่า D D ส่งผลต่อแอมพลิจูด: ค่า D D แค่เลื่อนกราฟขึ้นหรือลง แต่ไม่ได้เปลี่ยนความสูงของคลื่นครับ แอมพลิจูดยังคงเท่าเดิม
  • การจัดการกับหน่วยมุม: ส่วนใหญ่เราใช้หน่วยเรเดียนในการคำนวณคาบ ( 2 π ) (2pi) ครับ หากโจทย์กำหนดมุมเป็นองศา ต้องแปลงให้เป็นเรเดียนก่อน หรือใช้คาบพื้นฐานเป็น 360 360^{circ} แล้วใช้สูตร T = 360 | B | T = frac{360^{circ}}{|B|} แทน

การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

น้องๆ อาจจะสงสัยว่าเรื่องพวกนี้เอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างในชีวิตจริง พี่กฤษณ์บอกเลยว่าเยอะมากครับ

  • ฟิสิกส์: การเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย เช่น การแกว่งของลูกตุ้ม การสั่นของสปริง คลื่นเสียง คลื่นแสง กระแสไฟฟ้าสลับ (AC current) ทั้งหมดนี้ล้วนอธิบายได้ด้วยฟังก์ชันตรีโกณมิติที่มีคาบและแอมพลิจูดเป็นตัวกำหนด
  • ดาราศาสตร์: การโคจรของดาวเคราะห์ ตำแหน่งของดวงจันทร์ คาบของข้างขึ้นข้างแรมก็ใช้แนวคิดเหล่านี้ครับ
  • วิศวกรรม: ในการออกแบบโครงสร้างอาคาร สะพาน หรือแม้แต่เครื่องจักร วิศวกรต้องคำนึงถึงแรงสั่นสะเทือน (Vibration) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์คาบ
  • การแพทย์: การวิเคราะห์คลื่นสมอง (EEG) คลื่นหัวใจ (ECG) ก็ใช้หลักการของฟังก์ชันคาบเช่นกันครับ
  • เศรษฐศาสตร์: การพยากรณ์แนวโน้มเศรษฐกิจบางอย่างที่มีวัฏจักรซ้ำๆ ก็สามารถใช้ฟังก์ชันตรีโกณมิติเป็นแบบจำลองได้

เห็นไหมครับว่าความรู้เรื่องคาบ แอมพลิจูด และเฟส ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรใช้ทำความเข้าใจและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ รอบตัวเราครับ

สรุปแนวคิดสำคัญ

สรุปง่ายๆ นะครับ น้องๆ จำไว้ว่าค่า A, B, C, D แต่ละตัวในสมการ y = A sin ( B x + C ) + D y = A sin(Bx + C) + D (หรือ cos) มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงกราฟ:

  • A กำหนดความสูงของคลื่น (แอมพลิจูด) และการสะท้อน
  • B กำหนดความถี่ในการวนซ้ำ (คาบ)
  • C กำหนดการเลื่อนซ้ายขวา (เฟส)
  • D กำหนดการเลื่อนขึ้นลงของกราฟ

การทำความเข้าใจผลกระทบของแต่ละตัวแปร จะช่วยให้น้องๆ สามารถวาดกราฟ อ่านกราฟ หรือแก้โจทย์ฟังก์ชันตรีโกณมิติได้อย่างมั่นใจและรวดเร็วขึ้นครับ หมั่นฝึกฝนเยอะๆ นะครับ

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้น้องๆ เข้าใจเรื่องคาบ แอมพลิจูด และเฟสของฟังก์ชันตรีโกณมิติได้ดียิ่งขึ้นนะครับ คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องอาศัยความเข้าใจและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ หากน้องๆ ต้องการเรียนรู้เทคนิคการทำโจทย์ หรืออยากเจาะลึกเนื้อหาคณิตศาสตร์ในบทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สเรียนสด คอร์สออนไลน์ หรือเรียนตัวต่อตัว น้องๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเรียนกับพี่กฤษณ์ได้ในเว็บไซต์นี้เลยนะครับ พี่กฤษณ์ยินดีช่วยให้น้องๆ เก่งคณิตศาสตร์ไปด้วยกันครับ

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *