Skip to content
Home » บทความ » การหาฟังก์ชันผกผันและการตรวจสอบว่าเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง

การหาฟังก์ชันผกผันและการตรวจสอบว่าเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง

การหาฟังก์ชันผกผันและการตรวจสอบว่าเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง

ก่อนที่เราจะไปพูดถึงการหาฟังก์ชันผกผัน หรือที่น้องๆ อาจจะรู้จักในชื่อ อินเวอร์สฟังก์ชัน (Inverse Function) ได้นั้น พี่กฤษณ์อยากจะพาน้องๆ มาทำความเข้าใจพื้นฐานที่สำคัญมากๆ ก่อน นั่นก็คือเรื่องของ ฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-one Function) ครับ

ฟังก์ชันคืออะไร (ทบทวนกันหน่อย)

น้องๆ คงจำกันได้ว่าฟังก์ชันคือความสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่สมาชิกแต่ละตัวในโดเมน (Domain) จะจับคู่กับสมาชิกในโคโดเมน (Codomain) เพียงตัวเดียวเท่านั้น พูดง่ายๆ คือ x x หนึ่งค่า ให้ y y หนึ่งค่าเสมอครับ

ตัวอย่างเช่น ถ้าพี่กฤษณ์บอกว่า f ( x ) = 2 x + 1 f(x) = 2x+1 ถ้า x = 1 x=1 เราจะได้ f ( 1 ) = 2 ( 1 ) + 1 = 3 f(1) = 2(1)+1 = 3 เท่านั้น ไม่มีทางที่ f ( 1 ) f(1) จะเป็นค่าอื่นพร้อมกันได้ครับ

ฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-one Function) คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

ฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง คือฟังก์ชันที่สมาชิกแต่ละตัวในเรนจ์ (Range) จะจับคู่กับสมาชิกในโดเมนเพียงตัวเดียวเท่านั้นครับ พูดง่ายๆ คือ นอกจาก x x หนึ่งค่า ให้ y y หนึ่งค่าแล้ว y y หนึ่งค่า ก็ต้องมาจาก x x หนึ่งค่าด้วยเช่นกัน

ความสำคัญของฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง: การที่ฟังก์ชันจะมีฟังก์ชันผกผันได้นั้น ฟังก์ชันนั้น จำเป็นต้องเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งเท่านั้น ครับ ถ้าน้องๆ ลองคิดดูว่า ถ้าฟังก์ชันไม่เป็นหนึ่งต่อหนึ่ง แสดงว่า y y ค่าหนึ่ง อาจจะมาจาก x x หลายค่าได้ เมื่อเราพยายามจะย้อนกลับ (ผกผัน) จาก y y ไปหา x x เราก็จะไม่รู้ว่าควรจะกลับไปหา x x ตัวไหนดี ทำให้ความสัมพันธ์ที่ได้จากการผกผันนั้น ไม่เป็นฟังก์ชัน นั่นเองครับ

วิธีการตรวจสอบว่าเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง

มีอยู่ 2 วิธีหลักๆ ที่น้องๆ สามารถใช้ตรวจสอบได้ครับ

1. การตรวจสอบโดยวิธีพีชคณิต (Algebraic Test)

วิธีนี้เราจะสมมติว่ามี x 1 x_1 และ x 2 x_2 สองค่าที่แตกต่างกัน แต่ให้ค่า f ( x ) f(x) เท่ากัน นั่นคือเราจะตั้งสมการ f ( x 1 ) = f ( x 2 ) f(x_1) = f(x_2) แล้วพยายามพิสูจน์ว่า x 1 x_1 ต้องเท่ากับ x 2 x_2 เท่านั้น

ตัวอย่างที่ 1: ตรวจสอบว่า f ( x ) = 3 x 5 f(x) = 3x – 5 เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งหรือไม่

วิธีทำ:

  1. สมมติให้ f ( x 1 ) = f ( x 2 ) f(x_1) = f(x_2)
  2. จะได้ 3 x 1 5 = 3 x 2 5 3x_1 – 5 = 3x_2 – 5
  3. บวก 5 ทั้งสองข้าง: 3 x 1 = 3 x 2 3x_1 = 3x_2
  4. หารด้วย 3 ทั้งสองข้าง: x 1 = x 2 x_1 = x_2

เนื่องจากเราพิสูจน์ได้ว่า x 1 = x 2 x_1 = x_2 ดังนั้น f ( x ) = 3 x 5 f(x) = 3x – 5 เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งครับ

ตัวอย่างที่ 2: ตรวจสอบว่า f ( x ) = x 2 f(x) = x^2 เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งหรือไม่

วิธีทำ:

  1. สมมติให้ f ( x 1 ) = f ( x 2 ) f(x_1) = f(x_2)
  2. จะได้ x 1 2 = x 2 2 x_1^2 = x_2^2
  3. ย้ายข้าง: x 1 2 x 2 2 = 0 x_1^2 – x_2^2 = 0
  4. แยกตัวประกอบผลต่างกำลังสอง: ( x 1 x 2 ) ( x 1 + x 2 ) = 0 (x_1 – x_2)(x_1 + x_2) = 0
  5. ดังนั้น x 1 x 2 = 0 x_1 – x_2 = 0 หรือ x 1 + x 2 = 0 x_1 + x_2 = 0
  6. ซึ่งหมายความว่า x 1 = x 2 x_1 = x_2 หรือ x 1 = x 2 x_1 = -x_2

จะเห็นว่านอกเหนือจากกรณีที่ x 1 = x 2 x_1 = x_2 แล้ว ยังมีกรณีที่ x 1 = x 2 x_1 = -x_2 ด้วย เช่น ถ้า x 1 = 2 x_1 = 2 และ x 2 = 2 x_2 = -2 จะได้ f ( 2 ) = 2 2 = 4 f(2) = 2^2 = 4 และ f ( 2 ) = ( 2 ) 2 = 4 f(-2) = (-2)^2 = 4 ซึ่งหมายความว่ามี x x สองค่าที่แตกต่างกัน ให้ค่า y y เดียวกัน ดังนั้น f ( x ) = x 2 f(x) = x^2 ไม่เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง ครับ

2. การตรวจสอบโดยใช้กราฟ (Horizontal Line Test)

วิธีนี้ง่ายมากๆ ครับ น้องๆ แค่ลองลากเส้นตรงแนวนอน (Horizontal Line) ไปตัดกราฟของฟังก์ชัน ถ้าเส้นตรงแนวนอนเส้นไหนก็ตาม ตัดกราฟของฟังก์ชันมากกว่า 1 จุด แสดงว่าฟังก์ชันนั้น ไม่เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง ครับ

  • ถ้าน้องๆ ลองวาดกราฟ f ( x ) = 3 x 5 f(x) = 3x – 5 จะพบว่าเป็นเส้นตรง การลากเส้นแนวนอนจะตัดกราฟเพียงจุดเดียวเสมอ ดังนั้นเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง
  • แต่ถ้าเป็นกราฟ f ( x ) = x 2 f(x) = x^2 ซึ่งเป็นพาราโบลาหงาย น้องๆ จะเห็นว่าถ้าเราลากเส้นแนวนอนที่ค่า y y ที่เป็นบวก มันจะตัดกราฟถึง 2 จุดเสมอ (เช่น y = 4 y=4 ตัดที่ x = 2 x=2 และ x = 2 x=-2 ) ดังนั้นจึงไม่เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งนั่นเองครับ

การจำกัดโดเมนเพื่อทำให้เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง

สำหรับฟังก์ชันที่โดยธรรมชาติแล้วไม่เป็นหนึ่งต่อหนึ่ง เช่น f ( x ) = x 2 f(x) = x^2 เราสามารถ “บังคับ” ให้มันเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งได้โดยการ จำกัดโดเมน (Restrict the Domain) ของฟังก์ชันนั้นๆ ครับ

เช่น ถ้าเราพิจารณา f ( x ) = x 2 f(x) = x^2 บนโดเมน x 0 x ge 0 เท่านั้น กราฟจะเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของพาราโบลา (ด้านขวา) ซึ่งเมื่อลากเส้นแนวนอนแล้วจะตัดกราฟเพียงจุดเดียวเสมอ ทำให้ฟังก์ชันนี้เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งบนโดเมนที่ถูกจำกัดนั้นครับ

ฟังก์ชันผกผัน (Inverse Function) คืออะไร

ฟังก์ชันผกผัน f 1 ( x ) f^{-1}(x) (อ่านว่า เอฟอินเวอร์สเอ็กซ์) คือฟังก์ชันที่ทำหน้าที่ “ย้อนกลับ” การทำงานของฟังก์ชันเดิม f ( x ) f(x) ครับ

  • ถ้า f ( a ) = b f(a) = b แล้ว f 1 ( b ) = a f^{-1}(b) = a
  • โดเมนของ f ( x ) f(x) จะกลายเป็นเรนจ์ของ f 1 ( x ) f^{-1}(x)
  • เรนจ์ของ f ( x ) f(x) จะกลายเป็นโดเมนของ f 1 ( x ) f^{-1}(x)

และอีกคุณสมบัติที่สำคัญมากๆ คือ ( f f 1 ) ( x ) = x (f circ f^{-1})(x) = x และ ( f 1 f ) ( x ) = x (f^{-1} circ f)(x) = x ครับ นั่นคือ ถ้าเราทำฟังก์ชัน f f แล้วตามด้วย f 1 f^{-1} ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือค่าเดิมที่ใส่เข้าไปนั่นเองครับ

ขั้นตอนการหาฟังก์ชันผกผัน

ถ้าน้องๆ ตรวจสอบแล้วว่าฟังก์ชัน f ( x ) f(x) เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง ก็มาถึงขั้นตอนการหา f 1 ( x ) f^{-1}(x) กันครับ โดยทำตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

  1. แทน f ( x ) f(x) ด้วย y y : เปลี่ยนรูปแบบฟังก์ชันเป็น y = f ( x ) y = f(x)
  2. สลับตัวแปร x x และ y y : เปลี่ยนสมการเป็น x = f ( y ) x = f(y) ขั้นตอนนี้แหละครับที่เป็นหัวใจของการหาอินเวอร์ส
  3. จัดรูปสมการเพื่อหา y y ในรูปของ x x : แก้สมการที่ได้จากข้อ 2 เพื่อให้ y y อยู่โดดๆ ฝั่งหนึ่ง และมีแต่ x x อยู่ในอีกฝั่งหนึ่ง
  4. แทน y y ด้วย f 1 ( x ) f^{-1}(x) : ฟังก์ชันที่ได้ในข้อ 3 คือฟังก์ชันผกผันที่เราต้องการครับ

ตัวอย่างการหาฟังก์ชันผกผัน

ตัวอย่างที่ 3: จงหาฟังก์ชันผกผันของ f ( x ) = 3 x 5 f(x) = 3x – 5

วิธีทำ: (จากตัวอย่างที่ 1 เรารู้แล้วว่าเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง)

  1. ให้ y = 3 x 5 y = 3x – 5
  2. สลับ x x และ y y : x = 3 y 5 x = 3y – 5
  3. จัดรูปหา y y :
    • x + 5 = 3 y x + 5 = 3y
    • y = x + 5 3 y = frac{x+5}{3}
  4. ดังนั้น f 1 ( x ) = x + 5 3 f^{-1}(x) = frac{x+5}{3}

ตัวอย่างที่ 4: จงหาฟังก์ชันผกผันของ g ( x ) = x 2 g(x) = x^2 เมื่อ x 0 x ge 0

วิธีทำ: (เนื่องจากมีการจำกัดโดเมน ทำให้ g ( x ) g(x) เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง)

  1. ให้ y = x 2 y = x^2 โดยที่ x 0 x ge 0
  2. สลับ x x และ y y : x = y 2 x = y^2 โดยที่ y 0 y ge 0 (เพราะ y y เดิมคือ x x ที่ถูกจำกัด)
  3. จัดรูปหา y y :
    • y = ± x y = pm sqrt{x}
    • เนื่องจาก y 0 y ge 0 เราจึงเลือก y = x y = sqrt{x}
  4. ดังนั้น g 1 ( x ) = x g^{-1}(x) = sqrt{x}

ข้อควรระวัง: โดเมนของ g 1 ( x ) g^{-1}(x) จะเป็นเรนจ์ของ g ( x ) g(x) ซึ่งคือ [ 0 , ) [0, infty) นั่นเองครับ

ตัวอย่างที่ 5: จงหาฟังก์ชันผกผันของ h ( x ) = 2 x + 1 x 3 h(x) = frac{2x+1}{x-3} เมื่อ x 3 x ne 3

วิธีทำ: (ฟังก์ชันเชิงเส้นเศษส่วน (Linear Fractional Function) แบบนี้จะเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งเสมอครับ ยกเว้นกรณีที่ค่าสัมประสิทธิ์มีความสัมพันธ์พิเศษ แต่โดยทั่วไปคือเป็น)

  1. ให้ y = 2 x + 1 x 3 y = frac{2x+1}{x-3}
  2. สลับ x x และ y y : x = 2 y + 1 y 3 x = frac{2y+1}{y-3}
  3. จัดรูปหา y y :
    • x ( y 3 ) = 2 y + 1 x(y-3) = 2y+1
    • x y 3 x = 2 y + 1 xy – 3x = 2y + 1
    • ย้ายเทอมที่มี y y ไปอยู่ฝั่งเดียวกัน: x y 2 y = 3 x + 1 xy – 2y = 3x + 1
    • ดึงตัวร่วม y y ออก: y ( x 2 ) = 3 x + 1 y(x-2) = 3x + 1
    • y = 3 x + 1 x 2 y = frac{3x+1}{x-2}
  4. ดังนั้น h 1 ( x ) = 3 x + 1 x 2 h^{-1}(x) = frac{3x+1}{x-2} โดยที่ x 2 x ne 2

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (Common Mistakes)

  • ลืมตรวจสอบว่าฟังก์ชันเป็นหนึ่งต่อหนึ่งหรือไม่: นี่คือข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดครับ ถ้าน้องๆ ไม่ตรวจสอบก่อน ก็อาจจะพยายามหาอินเวอร์สของฟังก์ชันที่ไม่มีอินเวอร์สที่เป็นฟังก์ชันได้
  • สับสนระหว่าง f 1 ( x ) f^{-1}(x) กับ 1 f ( x ) frac{1}{f(x)} : น้องๆ มักจะเข้าใจผิดว่า f 1 ( x ) f^{-1}(x) หมายถึง 1 f ( x ) frac{1}{f(x)} ซึ่งไม่ถูกต้องนะครับ เครื่องหมาย 1 ^{-1} ในบริบทของฟังก์ชันหมายถึง “อินเวอร์สฟังก์ชัน” ไม่ใช่ “ส่วนกลับ” ครับ
  • การจัดรูปสมการผิดพลาด: โดยเฉพาะในฟังก์ชันที่ซับซ้อน เช่น ฟังก์ชันเศษส่วนพหุนาม หรือฟังก์ชันที่มีราก การแก้สมการหา y y อาจต้องใช้เทคนิคทางพีชคณิตที่แม่นยำครับ
  • ลืมพิจารณาโดเมนและเรนจ์: โดเมนของ f 1 ( x ) f^{-1}(x) คือเรนจ์ของ f ( x ) f(x) และเรนจ์ของ f 1 ( x ) f^{-1}(x) คือโดเมนของ f ( x ) f(x) การกำหนดโดเมนที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการจำกัดโดเมนของฟังก์ชันเดิมครับ

การประยุกต์ใช้ฟังก์ชันผกผัน

ฟังก์ชันผกผันไม่ได้มีประโยชน์แค่ในการเรียนคณิตศาสตร์เท่านั้นนะครับน้องๆ แต่ยังมีการประยุกต์ใช้ในหลายสาขาเลยทีเดียว เช่น

  • การแปลงหน่วย: เช่น การแปลงอุณหภูมิจากเซลเซียสเป็นฟาเรนไฮต์ และกลับกัน ฟังก์ชันเหล่านี้เป็นอินเวอร์สซึ่งกันและกัน
  • วิทยาการคอมพิวเตอร์และเข้ารหัส: การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) และการถอดรหัส (Decryption) หลายวิธีอาศัยหลักการของฟังก์ชันผกผัน เพื่อให้สามารถแปลงข้อมูลกลับไปกลับมาได้อย่างถูกต้อง
  • เศรษฐศาสตร์: ฟังก์ชันอุปสงค์และอุปทานบางครั้งก็สามารถมองในมุมของฟังก์ชันผกผันได้ เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างราคาและปริมาณ
  • ฟิสิกส์: ในวิชาฟิสิกส์หลายแขนง เมื่อเราต้องการย้อนรอยสถานะของระบบจากผลลัพธ์ที่ได้ ฟังก์ชันผกผันก็เป็นแนวคิดพื้นฐานที่ถูกนำมาใช้ครับ

สรุปแนวคิดสำคัญ

ก่อนจบบทความนี้ พี่กฤษณ์อยากให้น้องๆ จำแนวคิดสำคัญเหล่านี้ไว้ให้ขึ้นใจนะครับ

  • ฟังก์ชันผกผันจะมีได้ก็ต่อเมื่อฟังก์ชันนั้นเป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งเท่านั้น
  • การตรวจสอบฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งทำได้โดยวิธีพีชคณิต ( f ( x 1 ) = f ( x 2 ) x 1 = x 2 f(x_1) = f(x_2) Rightarrow x_1 = x_2 ) หรือการทดสอบด้วยเส้นตรงแนวนอน (Horizontal Line Test)
  • ขั้นตอนการหาฟังก์ชันผกผันคือ 1) แทน f ( x ) f(x) ด้วย y y 2) สลับ x x กับ y y 3) จัดรูปสมการหา y y 4) แทน y y ด้วย f 1 ( x ) f^{-1}(x)
  • อย่าลืมพิจารณาโดเมนและเรนจ์ของฟังก์ชันผกผัน ซึ่งเป็นเรนจ์และโดเมนของฟังก์ชันเดิมตามลำดับ

เรื่องฟังก์ชันผกผันและการตรวจสอบฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่น้องๆ จะต้องใช้บ่อยๆ ในคณิตศาสตร์ระดับสูงขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแคลคูลัส หรือวิชาอื่นๆ ที่ต้องมีการแปลงกลับไปกลับมาครับ ถ้าสงสัยตรงไหน หรืออยากได้เทคนิคเพิ่มเติมในการทำโจทย์ยากๆ

พี่กฤษณ์ยินดีช่วยน้องๆ ทุกคนครับ น้องๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์สเรียนของพี่กฤษณ์ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สสด คอร์สออนไลน์ หรือคอร์สตัวต่อตัว ได้ในเว็บไซต์นี้เลยครับ เราจะมาติวเข้มและทำความเข้าใจคณิตศาสตร์ไปด้วยกันอย่างสนุกสนานและเป็นกันเองครับ

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *