Skip to content
Home » บทความ » ความแตกต่างระหว่างประพจน์จริง ประพจน์เท็จ และประโยคที่ไม่เป็นประพจน์

ความแตกต่างระหว่างประพจน์จริง ประพจน์เท็จ และประโยคที่ไม่เป็นประพจน์

ความแตกต่างระหว่างประพจน์จริง ประพจน์เท็จ และประโยคที่ไม่เป็นประพจน์

เริ่มต้นกันที่คำจำกัดความของ ประพจน์ กันก่อนนะครับ ในทางตรรกศาสตร์ ประพจน์คือ ประโยคบอกเล่าหรือประโยคปฏิเสธ ที่สามารถระบุค่าความจริงได้อย่างชัดเจนว่า เป็นจริง (True) หรือ เป็นเท็จ (False) อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น จะเป็นทั้งจริงและเท็จพร้อมกันไม่ได้ และจะบอกค่าความจริงไม่ได้เลยก็ไม่ได้ครับ ถ้าเราเจอประโยคไหนที่เข้าข่ายนี้ เราเรียกว่าเป็นประพจน์นั่นเองครับ

ประพจน์จริง (True Proposition)

ประพจน์จริงคือประโยคที่เมื่อพิจารณาแล้ว มีค่าความจริงเป็นจริงเท่านั้น ตัวอย่างของประพจน์จริงที่น้องๆ คุ้นเคยกันดีก็เช่น

  • 1 + 1 = 2 1 + 1 = 2 ครับ นี่เป็นประพจน์จริงที่ชัดเจนมากๆ เพราะเราทุกคนทราบดีว่า 1 + 1 1+1 มีค่าเท่ากับ 2 2 เสมอ

  • กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ประโยคนี้เป็นประพจน์จริง เพราะเป็นข้อมูลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง

  • ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเสมอ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งประพจน์จริงที่อ้างอิงจากหลักธรรมชาติที่เราสังเกตเห็นได้

  • จำนวนเฉพาะที่น้อยที่สุดคือ 2 2 ครับ นี่ก็เป็นประพจน์จริงทางคณิตศาสตร์ที่ถูกต้อง

จะเห็นว่าประพจน์จริงเหล่านี้มีลักษณะร่วมกันคือ ไม่ว่าใครจะอ่านหรือพิจารณา ก็จะได้ข้อสรุปว่ามันเป็นจริงอย่างสอดคล้องกันครับ

ประพจน์เท็จ (False Proposition)

ในทางตรงกันข้าม ประพจน์เท็จคือประโยคที่เมื่อพิจารณาแล้ว มีค่าความจริงเป็นเท็จเท่านั้น ไม่สามารถเป็นจริงได้เลย ตัวอย่างเช่น

  • 3 3 เป็นจำนวนคู่ ประโยคนี้เป็นประพจน์เท็จครับ เพราะเราทราบดีว่า 3 3 เป็นจำนวนคี่

  • ปลาวาฬเป็นปลา ประโยคนี้เป็นประพจน์เท็จครับ แม้จะอยู่ในน้ำและมีคำว่า “ปลา” แต่มันจัดอยู่ในประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมครับ

  • โลกแบน ประโยคนี้เป็นประพจน์เท็จอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าโลกมีลักษณะกลมคล้ายทรงรี

  • 5 + 2 = 10 5 + 2 = 10 ประพจน์นี้เป็นเท็จอย่างชัดเจน เพราะ 5 + 2 5+2 มีค่าเท่ากับ 7 7 ครับ

น้องๆ จะเห็นว่าประพจน์เท็จเหล่านี้ก็มีค่าความจริงที่แน่นอนและสอดคล้องกันเช่นเดียวกับประพจน์จริง เพียงแต่เป็นค่าความจริงตรงข้ามกันเท่านั้นเองครับ

ประโยคที่ไม่เป็นประพจน์ (Non-Proposition)

นี่คือส่วนที่น้องๆ มักจะสับสนมากที่สุดครับ ประโยคที่ไม่เป็นประพจน์คือประโยคที่ ไม่สามารถระบุค่าความจริงได้อย่างชัดเจนว่าเป็นจริงหรือเป็นเท็จ ประโยคเหล่านี้ไม่เข้าเงื่อนไขของประพจน์ แบ่งออกได้หลายประเภท ได้แก่

  • ประโยคคำถาม: เช่น “วันนี้อากาศเป็นอย่างไรบ้าง?”, “กี่โมงแล้วครับ?”, “ใครเป็นคนคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพ?”. ประโยคคำถามไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จ เพราะมันต้องการข้อมูลหรือคำตอบ ไม่ใช่การประกาศค่าความจริง
  • ประโยคคำสั่งหรือขอร้อง: เช่น “กรุณาปิดประตูด้วยครับ”, “ตั้งใจเรียนนะน้องๆ”, “ช่วยหยิบปากกาให้หน่อยครับ”. ประโยคเหล่านี้เป็นการกระทำหรือความต้องการ ไม่ใช่การให้ข้อมูลที่สามารถตัดสินค่าความจริงได้
  • ประโยคอุทาน: เช่น “โอ้โห! สวยจังเลย!”, “แย่แล้ว!”, “เก่งมากครับ!”. ประโยคอุทานเป็นการแสดงอารมณ์ความรู้สึก ไม่ได้มีเจตนาให้ค่าความจริง
  • ประโยคเปิด (Open Sentence): นี่คือประเภทย่อยที่สำคัญและมักออกข้อสอบบ่อยๆ ซึ่งพี่กฤษณ์จะขอลงรายละเอียดเพิ่มครับ

เจาะลึก ‘ประโยคเปิด’ ส่วนสำคัญที่น้องๆ มักสับสน

ประโยคเปิด คือประโยคบอกเล่าหรือปฏิเสธที่มี ตัวแปร (variable) อยู่ และยังไม่สามารถบอกค่าความจริงได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จ จนกว่าเราจะแทนค่าตัวแปรนั้นด้วยค่าที่กำหนดให้ หรือมีการระบุเงื่อนไขเกี่ยวกับตัวแปรนั้นอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น

  • x + 2 = 5 x + 2 = 5 ประโยคนี้เป็นประโยคเปิด เพราะเราไม่รู้ว่า x x คืออะไร

  • เขาเป็นนักเรียน ประโยคนี้ก็เป็นประโยคเปิด เพราะเราไม่รู้ว่า “เขา” หมายถึงใคร

  • y y เป็นจำนวนเฉพาะ ประโยคนี้เป็นประโยคเปิด เพราะเราไม่รู้ค่าของ y y

แล้วประโยคเปิดจะกลายเป็นประพจน์ได้อย่างไร? มีสองวิธีหลักๆ ครับ

  1. การแทนค่าตัวแปร: เมื่อเราแทนค่าตัวแปรในประโยคเปิดด้วยค่าที่เจาะจง ประโยคนั้นจะกลายเป็นประพจน์ทันที
    • จาก x + 2 = 5 x + 2 = 5 ถ้าเราให้ x = 3 x=3 จะได้ประโยค 3 + 2 = 5 3+2=5 ซึ่งเป็นประพจน์จริง
    • ถ้าเราให้ x = 1 x=1 จะได้ประโยค 1 + 2 = 5 1+2=5 ซึ่งเป็นประพจน์เท็จ
  2. การใช้ตัวบ่งปริมาณ (Quantifiers): นี่เป็นอีกวิธีที่สำคัญมากในการเปลี่ยนประโยคเปิดให้เป็นประพจน์ โดยการระบุขอบเขตของตัวแปร มีสองประเภทหลักๆ ครับ
    • ตัวบ่งปริมาณสากล (Universal Quantifier): forall อ่านว่า “สำหรับทุกตัว” หรือ “สำหรับแต่ละตัว” ใช้บ่งบอกว่าข้อความเป็นจริงสำหรับทุกค่าในขอบเขตที่กำหนด
      • ตัวอย่าง: x R , x 2 0 forall x in mathbb{R}, x^2 geq 0 (สำหรับทุกจำนวนจริง x x ค่า x 2 x^2 จะมากกว่าหรือเท่ากับ 0 0 ) ประโยคนี้เป็นประพจน์จริงครับ

      • ตัวอย่าง: x Z , x > 0 forall x in mathbb{Z}, x > 0 (สำหรับทุกจำนวนเต็ม x x ค่า x x จะมากกว่า 0 0 ) ประโยคนี้เป็นประพจน์เท็จครับ เพราะมีจำนวนเต็มลบที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0 0 อยู่ เช่น 1 , 0 -1, 0

    • ตัวบ่งปริมาณมีอยู่ (Existential Quantifier): exists อ่านว่า “มีบางตัว” หรือ “มีอย่างน้อยหนึ่งตัว” ใช้บ่งบอกว่ามีอย่างน้อยหนึ่งค่าในขอบเขตที่กำหนดที่ทำให้ข้อความเป็นจริง
      • ตัวอย่าง: x Z , x 2 = 4 exists x in mathbb{Z}, x^2 = 4 (มีจำนวนเต็ม x x บางตัวที่ทำให้ x 2 = 4 x^2 = 4 ) ประโยคนี้เป็นประพจน์จริงครับ เพราะมี x = 2 x=2 หรือ x = 2 x=-2 ที่ทำให้สมการเป็นจริง

      • ตัวอย่าง: x N , x + 1 = 0 exists x in mathbb{N}, x+1 = 0 (มีจำนวนนับ x x บางตัวที่ทำให้ x + 1 = 0 x+1 = 0 ) ประโยคนี้เป็นประพจน์เท็จครับ เพราะจำนวนนับคือจำนวนเต็มบวกเท่านั้น จะไม่มีจำนวนนับใดที่ทำให้ x = 1 x=-1 ครับ

ทำไมการแยกแยะประพจน์จึงสำคัญ?

การแยกแยะประพจน์และเข้าใจค่าความจริงของมันเป็นสิ่งสำคัญมากในหลายๆ ด้านครับ

  • เป็นรากฐานของตรรกศาสตร์: ตรรกศาสตร์ทั้งหมดสร้างขึ้นบนแนวคิดของประพจน์ เราใช้ประพจน์ในการสร้างข้อสรุปที่สมเหตุสมผล การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ และการตรวจสอบความถูกต้องของข้อความต่างๆ ครับ
  • การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์: ในการเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์ เราใช้ตรรกะแบบ Boolean ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของประพจน์จริงและเท็จ การตัดสินใจของโปรแกรม (เช่น if-else statements) ขึ้นอยู่กับค่าความจริงของประพจน์เหล่านั้นครับ
  • การคิดเชิงวิเคราะห์: ช่วยให้น้องๆ สามารถวิเคราะห์ข้อมูล แยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น หรือคำถามที่ไม่เกี่ยวข้อง ทำให้การตัดสินใจมีเหตุผลและแม่นยำยิ่งขึ้นครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและเทคนิคการจำ

น้องๆ มักจะเจอข้อผิดพลาดเหล่านี้บ่อยๆ ครับ

  • สับสนประโยคเปิดกับประพจน์: นี่เป็นข้อผิดพลาดคลาสสิกเลยครับ ให้มองหา ตัวแปร ที่ยังไม่ได้ถูกระบุค่า หรือคำสรรพนามที่ยังไม่ชัดเจนว่าหมายถึงใคร ถ้าเจอตัวแปรเหล่านี้ แสดงว่าเป็นประโยคเปิด ไม่ใช่ประพจน์ครับ
  • ประโยคที่มีความรู้สึกส่วนตัว: บางครั้งน้องๆ อาจสับสนว่า “การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี” เป็นประพจน์หรือไม่ เพราะดีหรือไม่ดีอาจเป็นความเห็นส่วนตัว แต่ในทางตรรกศาสตร์ เราจะดูว่าประโยคนั้นมีค่าความจริงที่สามารถอ้างอิงและตัดสินได้หรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันในระดับที่เป็นนามธรรมหรืออัตวิสัยสูงๆ ก็อาจจะไม่ถือว่าเป็นประพจน์ครับ แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงที่อ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ได้ ก็ถือเป็นประพจน์ครับ
  • ประโยคที่ยังไม่รู้ค่าความจริง: การที่เรา “ยังไม่รู้” ว่าประโยคหนึ่งจริงหรือเท็จ ไม่ได้แปลว่ามันไม่ใช่ประพจน์ครับ ตราบใดที่มันมีค่าความจริงที่เป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียว (จริงหรือเท็จ) มันก็ยังคงเป็นประพจน์ เช่น “มีสิ่งมีชีวิตอยู่นอกโลก” ณ ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ แต่ประโยคนี้มีความจริงอยู่แล้ว ไม่จริงก็เท็จอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเป็นประพจน์ครับ

เทคนิคการจำง่ายๆ ที่พี่กฤษณ์อยากแนะนำน้องๆ คือ ให้ลองถามตัวเองว่า “ประโยคนี้มัน ‘จริง’ หรือ ‘เท็จ’ อย่างใดอย่างหนึ่งได้ไหม?”

  • ถ้าตอบได้ชัดเจนว่า “จริง” หรือ “เท็จ” อย่างแน่นอน แสดงว่าเป็น ประพจน์ ครับ
  • ถ้าตอบไม่ได้ เช่น มันเป็นคำถาม, เป็นคำสั่ง, เป็นการอุทาน, หรือมีตัวแปรที่เราไม่รู้ค่า แสดงว่ามัน ไม่เป็นประพจน์ ครับ

สรุปแนวคิดสำคัญ

เพื่อให้การเรียนเรื่องประพจน์ของน้องๆ ชัดเจนและมั่นคง พี่กฤษณ์ขอสรุปใจความสำคัญอีกครั้งนะครับ

  • ประพจน์: คือประโยคบอกเล่าหรือปฏิเสธ ที่มีค่าความจริงเป็น จริง หรือ เท็จ อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
  • ประพจน์จริง: ประพจน์ที่มีค่าความจริงเป็น จริง
  • ประพจน์เท็จ: ประพจน์ที่มีค่าความจริงเป็น เท็จ
  • ประโยคที่ไม่เป็นประพจน์: คือประโยคที่ไม่สามารถระบุค่าความจริงได้ชัดเจน ได้แก่ ประโยคคำถาม, ประโยคคำสั่ง/ขอร้อง, ประโยคอุทาน และที่สำคัญที่สุดคือ ประโยคเปิด
  • ประโยคเปิด: คือประโยคที่มีตัวแปร ซึ่งจะกลายเป็นประพจน์ได้เมื่อมีการ แทนค่าตัวแปร หรือมีการใช้ ตัวบ่งปริมาณ ( forall หรือ exists ) กำหนดขอบเขตของตัวแปรนั้นๆ ครับ

การทำความเข้าใจพื้นฐานเรื่องประพจน์นี้เป็นก้าวแรกที่สำคัญมากในการเรียนตรรกศาสตร์นะครับ น้องๆ คนไหนที่อ่านแล้วยังรู้สึกไม่เคลียร์ หรืออยากได้ตัวอย่างโจทย์เพิ่มเติมเยอะๆ เพื่อฝึกฝนให้แม่นยำ พี่กฤษณ์ยินดีช่วยเต็มที่เลยครับ น้องๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียนกับพี่กฤษณ์ได้ในเว็บไซต์นี้เลยนะครับ มีทั้งคอร์สเรียนสดที่พี่สอนเอง คอร์สออนไลน์ที่น้องๆ สามารถทบทวนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือคอร์สตัวต่อตัวสำหรับน้องๆ ที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดและเฉพาะเจาะจงครับ มาติวคณิตศาสตร์ให้เข้าใจและทำคะแนนได้ดีขึ้นไปด้วยกันนะครับ

Join the conversation

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *