อาจารย์แพทย์กับนักวิจัยแพทย์: เส้นทางของคนที่รักทั้งการรักษาและการค้นคว้า
น้องๆ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า “หมอ” หรือ “แพทย์” กันมาเยอะแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะหมายถึงคุณหมอที่ตรวจรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล แต่โลกของการแพทย์นั้นกว้างใหญ่และหลากหลายกว่าที่คิดครับ มีคุณหมออีกกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือผู้ที่ผสมผสานทั้งการรักษาคนไข้และการค้นคว้าวิจัยไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเรามักจะเรียกพวกท่านว่า “อาจารย์แพทย์นักวิจัย” หรือ “นักวิจัยแพทย์” ครับ
ทำความรู้จักกับ “อาจารย์แพทย์นักวิจัย” และ “นักวิจัยแพทย์”
น้องๆ อาจจะสงสัยว่าสองคำนี้ต่างกันอย่างไร? จริงๆ แล้วสองคำนี้มีความคล้ายคลึงกันมากครับ และบางครั้งก็ใช้สลับกันไปมาได้ แต่ถ้าจะให้พี่กฤษณ์อธิบายแบบละเอียด เพื่อให้น้องๆ เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองดูแบบนี้นะครับ
* อาจารย์แพทย์นักวิจัย (Physician-Scientist): กลุ่มนี้คือคุณหมอ (Medical Doctor – MD) ที่ผ่านการฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางแล้ว และทำหน้าที่ทั้งการดูแลรักษาผู้ป่วย สอนนักศึกษาแพทย์ และทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ควบคู่กันไปครับ การวิจัยของท่านมักจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับโรคที่ท่านเชี่ยวชาญ และมักจะมีเป้าหมายเพื่อนำผลลัพธ์จากการวิจัยไปพัฒนาวิธีการวินิจฉัย การรักษา หรือป้องกันโรคให้ดีขึ้น ท่านเหล่านี้มักจะมีตำแหน่งเป็นคณาจารย์ในคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ครับ พวกท่านคือผู้ที่เชื่อมโยงระหว่าง “ห้องปฏิบัติการ” (lab bench) และ “เตียงผู้ป่วย” (bedside) อย่างแท้จริงครับ
* นักวิจัยแพทย์ (Research-Physician): คำนี้อาจจะมีความหมายที่กว้างกว่า หรืออาจจะหมายถึงคุณหมอที่มีบทบาทเน้นหนักไปทางการวิจัยเป็นหลัก อาจจะยังคงมีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยอยู่บ้าง แต่สัดส่วนของงานวิจัยจะสูงกว่างานคลินิกอย่างชัดเจนครับ บางท่านอาจจะทำงานในสถาบันวิจัยโดยเฉพาะ ไม่ได้สังกัดคณะแพทยศาสตร์โดยตรง หรือไม่ได้มีหน้าที่สอนเป็นหลักครับ แต่ก็ยังใช้ความรู้และประสบการณ์ทางการแพทย์มาขับเคลื่อนงานวิจัย เพื่อตอบคำถามทางการแพทย์ที่สำคัญ
จะเห็นได้ว่าทั้งสองเส้นทางนี้มีจุดร่วมที่สำคัญคือ การใช้ความรู้ทางการแพทย์และทักษะการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของมนุษย์ครับ น้องๆ ที่สนใจก็ต้องถามตัวเองว่าชอบสัดส่วนของงานคลินิกและงานวิจัยแบบไหนมากกว่ากัน
ทำไมถึงเลือกเส้นทางนี้?
คำตอบง่ายๆ เลยครับ คือน้องๆ มีความรักทั้งสองด้าน!
* ความปรารถนาที่จะช่วยผู้ป่วย: เช่นเดียวกับแพทย์ทั่วไป น้องๆ ที่เลือกเส้นทางนี้มีความต้องการที่จะบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้คน ได้เห็นผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นจากการรักษา นั่นคือความสุขอย่างหนึ่ง
* ความกระหายในการค้นหาคำตอบ: ขณะเดียวกัน น้องๆ ก็ไม่ได้อยากแค่รักษาตามแนวทางเดิมๆ แต่อยากรู้ว่า “ทำไม” โรคนี้ถึงเกิด หรือ “ทำไม” การรักษานี้ถึงได้ผล และ “จะมีวิธีที่ดีกว่านี้ไหม” ความอยากรู้อยากเห็นนี้เองที่ผลักดันให้ก้าวเข้าสู่โลกของการวิจัยครับ
* โอกาสสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่: การวิจัยไม่ได้ช่วยแค่ผู้ป่วยตรงหน้าคนเดียว แต่อาจจะนำไปสู่การค้นพบยาใหม่ วิธีการรักษาใหม่ หรือแนวทางการป้องกันโรคใหม่ ที่สามารถช่วยเหลือผู้คนได้ทั่วโลก นั่นคือการสร้างผลกระทบที่กว้างไกลและยั่งยืนอย่างแท้จริงครับ
* ความท้าทายทางปัญญา: งานวิจัยเป็นการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ต้องใช้ความคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งกระตุ้นสมองและน่าตื่นเต้นสำหรับคนที่มีใจรักครับ
เส้นทางการศึกษาและการฝึกอบรมที่เข้มข้น
เส้นทางนี้ไม่ได้ง่ายเลยนะครับน้องๆ ต้องเตรียมใจและเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี พี่กฤษณ์จะสรุปให้เป็นขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้ครับ:
1. ระดับปริญญาตรี (Pre-med studies)
-
สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ/วิทยาศาสตร์: น้องๆ ควรเรียนในสาขาที่เน้นวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เช่น วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เคมี ฟิสิกส์ ชีวเคมี ในมหาวิทยาลัย หรือบางคนอาจจะเข้าศึกษาในสายวิทย์-คณิตที่เข้มข้นในระดับมัธยมปลาย เพื่อสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งครับ
2. แพทยศาสตรบัณฑิต (Medical Doctor – MD)
-
เรียนแพทย์ 6 ปี: นี่คือขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญที่สุดครับ น้องๆ จะต้องเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ เรียนรู้กายวิภาค สรีรวิทยา พยาธิวิทยา เภสัชวิทยา และฝึกปฏิบัติในโรงพยาบาล เพื่อให้มีความรู้และทักษะในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยครับ
3. การฝึกอบรมเฉพาะทางและงานวิจัย (Residency & Research Training)
-
แพทย์ประจำบ้าน (Residency): หลังจากจบแพทย์ 6 ปี น้องๆ จะต้องเข้าสู่การฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านในสาขาที่สนใจ เช่น อายุรศาสตร์ กุมารเวชกรรม ศัลยกรรม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี เป็นการฝึกฝนการดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์จริงอย่างเข้มข้นครับ
-
MD/PhD Program (โครงการแพทย์ควบปริญญาเอก): นี่คือเส้นทางที่ตรงที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นอาจารย์แพทย์นักวิจัยครับ โครงการนี้จะให้น้องๆ เรียนแพทย์และทำวิจัยระดับปริญญาเอกควบคู่กันไป ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 7-9 ปี หรืออาจนานกว่านั้นในบางกรณี โครงการนี้จะฝึกให้น้องๆ มีทักษะทั้งทางคลินิกและทางวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง
-
Post-doctoral fellowship / Clinical fellowship with research: หลังจากจบ residency แล้ว น้องๆ อาจจะเลือกต่อยอดด้วยการเป็น Post-doctoral fellow หรือ Clinical fellow ที่เน้นงานวิจัยเป็นพิเศษ เพื่อพัฒนาทักษะการวิจัยให้เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น และสร้างผลงานวิจัยของตัวเองครับ
4. การเป็นคณาจารย์/นักวิจัย (Faculty Position)
-
เมื่อผ่านการฝึกอบรมทั้งหมดแล้ว น้องๆ ก็จะสามารถสมัครตำแหน่งคณาจารย์ (Assistant Professor) ในคณะแพทยศาสตร์ หรือตำแหน่งนักวิจัยในสถาบันวิจัยต่างๆ ซึ่งต้องแข่งขันกันสูงมากครับ
ทักษะที่จำเป็นสำหรับความสำเร็จ
น้องๆ ต้องมีทักษะหลายด้านเลยครับ เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้:
-
ความรู้ทางการแพทย์ที่แน่นปึ้ก: นี่คือพื้นฐานสำคัญที่สุดในการดูแลผู้ป่วยและนำไปสู่การตั้งคำถามวิจัยที่เกี่ยวข้องครับ
-
ทักษะการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา: ทั้งในสถานการณ์คลินิกและในห้องปฏิบัติการ น้องๆ จะต้องวิเคราะห์ข้อมูล ตีความผลลัพธ์ และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้
-
ความละเอียดรอบคอบและอดทน: งานวิจัยต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วนสูง และต้องอดทนกับความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
-
ทักษะการสื่อสาร: ต้องสามารถสื่อสารข้อมูลทางการแพทย์ที่ซับซ้อนให้ผู้ป่วยเข้าใจได้ และสื่อสารผลงานวิจัยให้เพื่อนร่วมงานและสาธารณชนเข้าใจได้
-
ความเป็นผู้นำและการทำงานเป็นทีม: บ่อยครั้งที่งานวิจัยต้องทำเป็นทีม และอาจต้องเป็นผู้นำทีมวิจัยด้วย
-
ความสามารถในการเขียนเชิงวิทยาศาสตร์: การเขียนบทความวิจัยและขอทุนวิจัยเป็นสิ่งสำคัญมากในเส้นทางนี้
ความท้าทายและข้อแลกเปลี่ยน
แน่นอนว่าเส้นทางนี้ก็มาพร้อมกับความท้าทายมากมายครับ
-
การทำงานหนักและเวลาที่ยาวนาน: น้องๆ จะต้องแบ่งเวลาให้กับการดูแลผู้ป่วย การสอน และการวิจัย ซึ่งแต่ละอย่างก็ต้องการเวลาและความทุ่มเทสูง ทำให้มีเวลานอนน้อยและเวลาส่วนตัวจำกัด
-
ความกดดันในการขอทุนวิจัย: งานวิจัยต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก การแข่งขันเพื่อขอทุนวิจัยสูงมาก และอาจต้องเจอความผิดหวังบ่อยครั้ง
-
ความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน: เป็นเรื่องยากที่จะรักษาสมดุล เพราะทั้งงานคลินิกและงานวิจัยต่างก็มีความสำคัญและต้องใช้เวลา
-
ความไม่แน่นอนของผลวิจัย: ไม่ใช่งานวิจัยทุกชิ้นที่จะประสบความสำเร็จหรือได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง ต้องพร้อมรับมือกับความล้มเหลวและการเริ่มต้นใหม่
ผลตอบแทนที่คุ้มค่า
แม้จะยากลำบาก แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็คุ้มค่ามากๆ ครับ
-
การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย: น้องๆ จะได้มีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ใหม่ๆ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการแพทย์ ช่วยเหลือผู้ป่วยจำนวนมาก ไม่ใช่แค่คนไข้ในคลินิกเท่านั้น
-
ความพึงพอใจทางปัญญา: การได้คิด ค้นคว้า และแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อน เป็นความสุขทางใจสำหรับผู้ที่รักการเรียนรู้
-
การเป็นผู้บุกเบิกและเป็นแรงบันดาลใจ: น้องๆ จะเป็นผู้บุกเบิกในสาขาของตัวเอง และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาแพทย์และนักวิจัยรุ่นต่อไป
-
โอกาสในการเดินทางและสร้างเครือข่าย: ได้เข้าร่วมประชุมวิชาการระดับโลก ได้พบปะและทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ชั้นนำจากทั่วโลก
น้องๆ ที่สนใจต้องเตรียมตัวอย่างไร?
สำหรับน้องๆ ที่เริ่มมองเห็นภาพแล้วว่านี่คือเส้นทางที่ใช่ พี่กฤษณ์มีคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ในการเตรียมตัวเบื้องต้นดังนี้ครับ:
-
ตั้งใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ให้ดีที่สุด: แม้เส้นทางนี้จะเกี่ยวกับการแพทย์ แต่พื้นฐานวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่ง ทั้งชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ รวมถึงคณิตศาสตร์และสถิติ จะเป็นหัวใจสำคัญในการทำความเข้าใจงานวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูลครับ
-
หาประสบการณ์ด้านการวิจัยตั้งแต่เนิ่นๆ: ถ้าเป็นไปได้ ลองหาโอกาสเข้าร่วมโครงการวิจัยเล็กๆ ในช่วงปิดเทอม ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย หรือลองติดต่อขอเข้าชมงานในห้องปฏิบัติการวิจัยต่างๆ การได้สัมผัสบรรยากาศจริงจะช่วยให้น้องๆ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ
-
ฝึกทักษะการคิดเชิงวิพากษ์: หัดตั้งคำถาม อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ฝึกการหาเหตุผลและหลักฐานมาสนับสนุนความคิดของตัวเอง
-
อ่านบทความวิจัย: ลองหาบทความวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคที่น้องๆ สนใจมาอ่านดูบ้าง แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่การได้เห็นรูปแบบและภาษาทางวิทยาศาสตร์ จะช่วยสร้างความคุ้นเคยได้ครับ
-
พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ: ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลในวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ บทความวิจัยส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ การสื่อสารกับนักวิจัยต่างชาติก็ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักครับ
-
หาที่ปรึกษา (Mentor): หากมีโอกาส ลองพูดคุยกับคุณหมอ อาจารย์แพทย์ หรือนักวิจัยที่น้องๆ ชื่นชอบ ท่านเหล่านี้จะสามารถให้คำแนะนำและเป็นแรงบันดาลใจที่ดีเยี่ยมเลยครับ
สรุปแนวคิดสำคัญ
เส้นทางของอาจารย์แพทย์นักวิจัยและนักวิจัยแพทย์เป็นเส้นทางที่ท้าทาย แต่ก็เต็มไปด้วยโอกาสในการสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อมวลมนุษยชาติ น้องๆ ที่มีความรักทั้งในการรักษาผู้ป่วยและการค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ จะพบว่านี่คือเส้นทางที่ตอบโจทย์ความฝันได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ แม้จะต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ต้องทำงานหนัก และเผชิญกับความท้าทายมากมาย แต่ผลตอบแทนที่ได้จากการได้ช่วยเหลือผู้คนและสร้างองค์ความรู้ใหม่นั้นประเมินค่าไม่ได้เลยครับ
หากน้องๆ กำลังวางแผนอนาคต และต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมในการเตรียมตัวสอบเข้าคณะในสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ หรืออยากปูพื้นฐานคณิตศาสตร์ให้แน่นปึ้ก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนต่อและทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ในระดับสูง พี่กฤษณ์ก็พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางของน้องๆ ครับ น้องๆ สามารถดูรายละเอียดคอร์สเรียนของพี่กฤษณ์ได้ในเว็บไซต์นี้เลยครับ มีทั้งคอร์สสดที่เจอตัวกัน คอร์สออนไลน์ที่เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือแม้แต่คอร์สตัวต่อตัวที่ปรับเนื้อหาให้เหมาะกับน้องๆ โดยเฉพาะเลยครับ
แล้วพบกันนะครับ!